วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

วิธีเสริมเสน่ห์แบบ 5 ส

สวยปิ๊ง...โดนใจ...ใช่เลย...

ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายในยุคปัจจุบันนี้จำเป็นต้องมีเสน่ห์ในตัวเอง เพราะยุคนี้เป็นยุคแห่งการสร้าง “ภาพ” ไม่ว่าอะไรก็จะมาด้วยภาพทั้งสิ้น แต่การสร้างภาพให้ถูกต้องและทำให้เกิดความประทับใจนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากจำเป็นที่จะต้องรู้เทคนิคและวิธีกันเสียก่อน โดยเฉพาะทฤษฎีทางด้านจิตวิทยา

ดร.จิตรา ดุษฎีเมธา ประธานโครงการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ทฤษฎีทางจิตวิทยาระบุว่า เมื่อคนเราเจอกัน การรับรู้อย่างแรกคือภาษากายโดยมีสัดส่วนถึง 55 % รองลงมาคือน้ำเสียง 38 % ส่วนเนื้อหามีเพียงแค่ 7% เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นว่า สิ่งสำคัญที่เราจะต้องให้ความใส่ใจมากที่สุดก็คือ ภาษากาย และภาษากายที่คนรับรู้ได้มากที่สุดนั้น มาจากการเห็นรูปลักษณ์ภายนอก ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง หน้าตา การแต่งกาย ซึ่งสูตรเด็ดในการสร้างความประทับใจก็คือ ทำให้สำเร็จตั้งแต่ 1-5 นาทีแรกที่พบกัน เพราะจะทำให้เกิดความประทับใจมิรู้ลืม

ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องพยายามพัฒนาตัวเองให้มีเสน่ห์ขึ้นมา เพื่อให้คนที่เราอยู่ด้วยประทับใจเมื่อแรกเห็นหรือได้รู้จักกัน ซึ่งจะมีผลดีในหลายด้านไม่ว่าจะเป็นการงาน ความก้าวหน้า ธุรกิจ การค้า ความสัมพันธ์และมิตรภาพ

ทั้งนี้ วิธีสร้างเสน่ห์ประกอบด้วย 5 ส คือ

1. สะอาด ต้องสะอาดตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า ทรงผม การแต่งกาย เล็บมือเล็บเท้า กลิ่นตัว และใบหน้าต้องสะอาด ไม่ใช่มันเยิ้ม

2. เสื้อผ้าการสวมใส่เสื้อผ้าต้องให้ถูกกาลเทศะอาจจะใช้วิธีเลือกซื้อเสื้อผ้าแบบดูดีแต่ไม่ต้องมีราคาแพง

3. สง่า บุคลิกภาพต้องดูดี บางคนเดินเร็วมาก ก้มหน้าเพียงอย่างเดียว หรือบางคนก็เอื่อยเฉื่อยมาก เดินกางแขนกางขา พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้บุคลิกภาพไม่ดี เมื่อบุคลิกภาพไม่ดีเสน่ห์ก็หมด


4. สวัสดี ต้องมีการทักทาย รู้จักทักทายคนอื่น สามารถปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้อย่างไม่มีปัญหา คนที่ขาดเสน่ห์จะคิดแต่ตัวเองคนเดียว อยู่กับตัวเองคนเดียว ไม่เอาใครไม่สนใจใคร ไม่พูดจากับใคร ต้องรู้จักยิ้มแย้มแจ่มใสเสมอ

5. สมอง ต้องรู้จักเป็นนักคิด มีความรู้เฉพาะเรื่องเฉพาะอย่าง มีทักษะความสามารถ มีความคิดความรู้พร้อมจะแบ่งปันให้คนอื่น ความคิดไม่ใช่จะนำคนอื่นหรือตามคนอื่นเพียงอย่างเดียว ต้องรู้ว่าสถานการณ์ไหนเราควรเป็นผู้นำหรือผู้ตาม คนบางคนขาดเสน่ห์เพราะทุกเรื่องรู้หมด บางครั้งเราต้องทำเป็นไม่รู้เพื่อให้โอกาสอีกฝ่ายหนึ่งเป็นคนนำเสนอตัวเองบ้าง การมีสมองไม่ใช่เป็นการพูดหรือแสดงความคิดเห็นทุกเรื่อง เราต้องรู้จักฟังคนอื่น มีส่วนร่วม

“คนที่จะมีเสน่ห์ได้นั้นต้องมีส่วนร่วมในการงาน ทำกิจกรรมต่างๆ และต้องรู้จักรับผิดและรับชอบ ถ้าทุกคนมี 5 ส ในตัวเอง ความมีเสน่ห์ในตัวเองจะเกิดขึ้นทันที”

ดร.จิตราอธิบายข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า คนในยุคนี้มักจะเข้าใจผิดว่า ถ้าเราสวยไม่ว่าจะสวยด้วยธรรมชาติหรือสวยด้วยมือหมอ มีบุคลิกภาพดี แต่งตัวดี นั่นคือเสน่ห์ที่แท้จริง ดังจะเห็นได้จากผู้หญิงจำนวนไม่น้อยยอมทุ่มเวลาทุกอย่างให้กับการทำตัวเองเพื่อความสวยงาม หมกมุ่นอยู่เพียงเรื่องความสวยงาม พยายามทำให้รูปร่างได้สัดส่วนเพื่อดึงดูดให้ตัวเองดูดี หรือสรุปง่ายๆ คือพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้คนมอง แต่ในความเป็นจริง ต้องบอกว่านั่นไม่ใช่เสน่ห์ที่แท้จริง เพราะผู้ที่มีเสน่ห์ที่แท้จริงต้องเป็นเสน่ห์ที่เกิดขึ้นจากความเป็นตัวเอง ไม่ใช่อยู่ตรงที่การทำตัวเองให้สวยโดยไม่ใช้สมอง

“คนบางคนอ้วนแต่มีเสน่ห์ เป็นคนร่าเริง มีเสียงหัวเราะ อยู่ใกล้แล้วมีความสุข ซึ่งไม่จำเป็นต้องผอมเขาก็มีเสน่ห์ในตัวเองได้ ดังนั้น เสน่ห์ต้องสร้างจากความเป็นตัวตนของเรา ค้นหาตัวเองให้เจอว่าตัวเองมีอะไรโดดเด่น จุดเด่นตัวเองอยู่ที่ไหน ถ้าเราสร้างเสน่ห์ด้วยความสวยงามเพียงอย่างเดียว จะกลายเป็นเสน่ห์ที่ฉาบฉายไม่ยั่งยืน ซึ่งเป็นเพียงเปลือกนอก ดังนั้น เมื่อพัฒนาหรือปรับปรุงภาพภายนอกแล้วต้องพัฒนาภายในนั่นก็คือสมองต้องคิดได้และคิดเป็นด้วยจึงจะเรียกว่าเป็นคนที่มีเสน่ห์ที่สมบูรณ์” ดร.จิตราสรุปทิ้งท้าย

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ดูแลใบหน้าให้ "หนุ่ม" เสมอ

อย่าเอาความสดใสแลกกับแสงแดด

ทางแก้ที่สมควรอย่ายิ่ง คือ หาครีมกันแดดที่มีค่ากันแดดหรือ SPF พอเหมาะมาใช้สักขวด ความร้อนระดับเมืองไทยเหมาะจะใช้ครีมกันแดดที่มี SPF ตั้งแต่ 15 ขึ้นไป ทาแก้มและจมูกเป็นพิเศษ บริเวณนี้โดนความร้อนมากกว่าใครเพื่อนจึงต้องดูแลละเอียดขึ้นนิด

งดบุหรี่หยุดความแก่

บุหรี่ทำให้คุณแก่กว่าวัย เพราะมีสารนิโคตินเข้าไปเล่นงานเส้นเลือดหล่อเลี้ยงผิวหนังให้หดตัว สารอาหารจึงไม่สามารถมาหล่อเลี้ยงผิวหนังเท่าที่ควร แถมยังสลายวิตามินซีได้ชะงัดอีกตะหาก

เคล็ดลับปลุกความเป็นหนุ่ม

ขั้นแรกเลิกบุหรี่เด็ดขาด หรืออย่างน้อยสูบให้น้อยที่สุด กินอาหารให้ถูกหลัก นอนเพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ถ้าใครทำงานหนักมาก ควรหาอาหารเสริมประเภท นม ซุปไก่สกัดมาช่วยอีกแรง

สำหรับการบำรุงผิวหน้าที่เหี่ยวย่น ขอแนะนำให้ใช้เรติน –10 มันเป็นครีมรักษาสิวที่ช่วยลดรอยเหี่ยวย่นได้ เนื่องจากสามารถเพิ่มจำนวนเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยงผิวหนังตลอดจนทำให้เซลล์ผิวหนังชื้น ขี้ไคลหลุดลอกเร็วขึ้น ผิวของคุณจึงเรียบสดใสกว่าเดิม แต่มีข้อเสียคือ อักเสบง่ายไม่ควรล้างหน้าก่อนทา เพราะผิวจะยิ่งแห้งเข้าไปใหญ่ วิธีใช้ที่ปลอดภัยที่สุดคือ ทาบาง ๆ ก่อนนอนตอนเช้า ก่อนออกไปทำงาน ก็ต้องทาครีมกันแดดเสมอ ไม่งั้นผิวที่ทาครีมเรติน-10 จะทำปฏิกิริยากับแสงแดด เกิดอักเสบได้ทุกเวลา

การฟื้นฟูความหนุ่มไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ควรเอาใจใส่ตัวเองตั้งแต่วันนี้

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ใช้น้ำหอม…ให้หอม

น้ำหอม กลายเป็นองค์ประกอบหลักในการแต่งตัวและช่วยสร้างบุคลิกให้กับเราได้ไม่มากก็น้อย เสน่ห์ของหลายๆ คนไม่เพียงแต่จะอยู่ที่บุคลิกและความเฉพาะตัวของคนคนนั้นแล้ว ความหอมของกลิ่นกายก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการทำความรู้จักกับน้ำหอมในแบบที่แตกต่างกันนั้น ก็มีผลกับการใช้น้ำหอมเพื่อให้เกิดความหอมต่อร่างกายของเรา ไม่เพียงแต่เคล็ดลับในการเลือก น้ำหอมจะนับเป็นส่วนสำคัญ การรู้จักใช้น้ำหอมให้ถูกวิธี ดูจะยิ่งช่วยให้กลิ่นหอมของน้ำหอมที่เราเลือกใช้นั้นติดอยู่ได้ทนนานอย่างที่ควรจะเป็น


รู้จักเลือกน้ำหอม

การเลือกใช้น้ำหอมอย่างเหมาะสม เราควรเลือกกลิ่นหอมที่เข้ากับบุคลิกของตัวเองนับว่าดีที่สุด และนอกจากนั้น การที่เลือกลักษณะของกลิ่นหอมยังจำเป็นที่จะต้องรู้จักประเภทของน้ำหอมที่แบ่งตามความเข้มข้นของน้ำหอมด้วย น้ำหอมนั้นมีส่วนผสมหลัก ได้แก่ น้ำมันหอมที่ถูกทำให้เจือจางลงด้วยแอลกอฮอล์ ( แอลกอฮอล์ทำหน้าที่ช่วยกระจายความหอมไปในการระเหยนั่นเอง ) ในระดับความเข้มข้นของความหอมที่แตกต่างกันไป น้ำหอมจึงถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยระดับความเข้มข้นของกลิ่นหอมได้ออกเป็นดังนี้

• โคโลญจน์ หรือ Eau de Cologne เป็นน้ำหอมที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมในปริมาณ 3-5%
• ทอยเล็ตต์ หรือ Eau de Toilette เป็นน้ำหอมที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมในปริมาณ 4-8%
• เพอร์ฟูม หรือ Eau de Parfum เป็นน้ำหอมที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมในปริมาณ 15-18% ซึ่งจะมีกลิ่นติดทนนานที่สุด

ลักษณะของขวดหรือภาชนะบรรจุน้ำมันหอมนั้น ยังมีผลต่อความคงทนในการเก็บความหอมให้ยาวนาน ในขณะที่ขวดแบบเปิดฝาจะเก็บรักษาน้ำหอมไว้ได้นาน 9 เดือน ขวบแบบสเปรย์ที่ปิดแน่นหนากว่านั้นเก็บรักษาน้ำหอมไว้ได้นานนับปี เป็นต้น

เคล็ดลับในการเลือกซื้อน้ำหอมอยู่ที่การทดลองกลิ่นหอมของน้ำหอมแต่ละกลิ่น อย่าลืมว่าการเลือกน้ำหอมที่ดีที่สุดอยู่ที่กลิ่นที่เข้ากับบุคลิกของผู้ใส่ และเนื่องจากกลิ่นหอมมีโอกาสเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับองค์ประกอบรอบๆ ตัวหลายอย่างด้วยกัน ก่อนไปเลือกซื้อน้ำหอม ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรรับประทานอาหารรสจัด หรือออกกำลังกายที่ทำให้เหนื่อยมากจนเกินไป ซึ่งการกระทำเหล่านั้นจะส่งผลต่อการรับรู้กลิ่น และทำให้การรับรู้กลิ่นหอมจากน้ำมันหอมนั้นผิดเพี้ยนไป และนอกจากนี้ เรายังไม่ควรไปเลือกซื้อน้ำหอมในเวลาที่เพิ่งจะฟื้นจากอาการเจ็บป่วยไม่สบาย หรือเพิ่งจะสูบบุหรี่มา เพราะการกระทำเช่นนี้อาจจะมีผลต่อการรับรู้กลิ่นน้ำหอม ทำให้กลิ่นน้ำหอมที่เราสัมผัสมีโอกาสผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงด้วยเช่นกัน และแน่นอนว่าบริเวณที่เหมาะสำหรับทดลองน้ำหอม คือบริเวณข้อมือซึ่งไม่เพียงแต่จะสะดวกแล้ว ยังนับเป็นจุดชีพจรที่ทำให้เราได้กลิ่นหอมของน้ำหอมอย่างแท้จริงอีกด้วย บริเวณจุดชีพจรเต้นนั้นเป็นบริเวณของร่างกายที่ มีอุณหภูมิสูง ซึ่งช่วยให้กลิ่นหอมของน้ำหอมระเหย อธิบายได้ง่ายๆ ว่าทำให้เกิดกลิ่นหอมได้ดีนั่นเอง อีกอย่างที่ควรทำคือทดลองน้ำหอมต่างกลิ่นกันคนละจุดด้วยการใช้ข้อมือคนละข้างกัน และไล่บริเวณแขนลงไป และควรทิ้งระยะเวลาเอาไว้สัก 20 นาทีหรือถึง 1 ชั่วโมง แล้วจากนั้นค่อยตัดสินใจเลือกซื้ออีกครั้งหนึ่งจะดีกว่า

ข้อควรระวังในการใช้น้ำหอม น่าจะอยู่ที่เสื้อผ้าที่เราสวมใส่ รวมทั้งเครื่องประดับทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอ เข็มกลัด เข็มขัด เป็นต้น เนื่องจากแอลกอฮอล์และเคมีบางอย่างที่เป็นองค์ประกอบของน้ำหอม ( อย่างเช่น น้ำมัน เป็นต้น ) จะมีผลต่อวัตถุดิบบางชนิด ที่จริงแล้วลักษณะในการใส่น้ำหอมเองยังมีผลต่อวัตถุดิบบางชนิด อาทิ น้ำมันที่มีผลกับผ้าซาติน หรือแม้แต่ผ้าฝ้ายแบบฟอก การฉีดน้ำหอมใกล้กับเสื้อผ้ามากเกินไป ทำให้แอลกอฮอล์ปริมาณเข้มข้น ติดอยู่กับเสื้อผ้ามาก ดังนั้น การฉีดน้ำหอมควรทำห่างจากตัวอย่างน้อย 30 เซนติเมตร เพื่อไม่ให้น้ำหอมทิ้งจุดด่างหรือรอยเปียกของน้ำมันเอาไว้บนเสื้อผ้า ทางที่ดีที่สุดอย่าฉีดโดยตรงลงบนเสื้อผ้าจะดีกว่า
ส่วนเครื่องประดับที่มักจะเกิดปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ที่อยู่ในน้ำหอมนั้น มักจะเป็นโลหะผสมพวกโรเดียมไม่เพียงเท่านั้นเครื่องเพชรพลอย อัญมณีหรือแม้แต่ไข่มุกก็ตามนั้นมีส่วนหมองคล้ำจากการได้รับละอองสเปรย์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อีกด้วย
ส่วนที่จะทิ้ง “ รอยตกค้าง ” อันไม่ปรารถนาเอาไว้ให้กับเครื่องแต่งกายของเรา คือสีที่เป็นอีกส่วนผสมที่ประกอบอยู่ในน้ำหอมนั่นเอง ดังนั้น จึงไม่ควรฉีดหรือแต้มน้ำหอมลงบนเสื้อผ้าแต่แต้มลงบนส่วนของร่างกาย โดยระวังเครื่องประดับต่างๆ ด้วย

แน่นอนว่ากลิ่นหอมของน้ำหอม สร้างเสน่ห์ชวนหลงใหลให้กับเราได้ แต่ในทางกลับกันบางครั้งมันก็อาจทำให้เกิดเป็นกลิ่นฉุนได้หากแตะหรือฉีดในปริมาณที่มากเกินพอดี

เคล็ดลับในการแต้มน้ำหอมสำหรับทุกสถานการณ์

• ให้ป้ายหรือฉีดน้ำหอมในบริเวณที่เป็นจุดชีพจร โดยมากจะเป็นบริเวณข้อมือหรือลำคอ และบางครั้งบริเวณข้อพับที่แขนหรือขาพับก็เป็นที่นิยม ในขณะที่การแตะน้ำหอมบริเวณหลังใบหูนั้นความหอมของน้ำหอมจะไม่ติดอยู่ทนนาน เนื่องจากแอลกอฮอล์ระเหยได้รวดเร็วนั่นเอง

• การถูข้อมือที่แต้มน้ำหอม 2 ข้างเข้าด้วยกัน ไม่ได้ช่วยให้ความหอมนั้นทั่วถึง แต่ที่จริงแล้วจะทำให้น้ำหอมมีกลิ่นหอมอ่อนลง

• การฉีดสเปรย์น้ำหอมในอากาศแล้วใช้วิธีเดินผ่านนั้น จะช่วยให้กลิ่นหอมกระจายติดตัวเราได้ทั่วดี

• พยายามอย่าใช้โลชั่นที่มีกลิ่นหอมก่อนหน้าที่จะใช้น้ำหอมเนื่องจากกลิ่นจะตีกัน

• ใช้น้ำหอมมากหน่อยหากคุณเป็นคนผิวแห้ง เนื่องจากผิวมันมีน้ำมันช่วยคงกลิ่นให้ติดอยู่ยาวนาน

• ในขณะเดียวกันหากใส่น้ำหอมแล้วต้องอยู่ในที่อากาศเย็นให้เลือกน้ำหอมที่มีกลิ่นแรงกว่าปกติ เนื่องจากความเย็นหรืออุณหภูมิต่ำจะลดกลิ่นหอมของน้ำหอมให้ลดน้อยลงกว่าที่เป็น การฉีดน้ำหอมทันทีหลังจากที่อาบน้ำเสร็จใหม่ๆ จะช่วยทำให้กลิ่นหอมติดทนนานกว่าปกติ