แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การทำศัลยกรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การทำศัลยกรรม แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ลดรอย...ด้วย Botox

ลดรอยตีนกา รอยย่นหว่างคิ้ว รอยย่นบนหน้าผาก ด้วย BOTOX



แน่นอนค่ะ ไม่ว่าใครก็ตามไม่อยากมีริ้วรอยบนใบหน้าทั้งนั้น หมอเองก็ด้วยค่ะ แต่เราไม่สามารถฉุดรั้งเวลาไว้ได้ วัยที่ล่วงผ่าน แสงแดดที่แผดเผา ความวิตกกังวล ความเครียด เป็นสิ่งเร้าให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้า ในบทนี้หมอมีวิธีที่จะช่วยลดริ้วรอยให้คุณได้ ด้วยการฉีดสารโปรตีนสกัดชนิดหนึ่งที่เรียกว่า โบท๊อกซ์ (Botox) โดยที่สารนี้จะไปทำให้กล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดริ้วรอยหยุดการทำงาน ลดการหดตัวลง ส่งผลให้รอยตีนกา รอยย่นหว่างคิ้วและหน้าผากถูกขจัดไป ผิวหนังของคุณกลับมาเรียบตึงอีกครั้งได้ค่ะ

สำหรับการเตรียมตัวก่อนการรักษานั้น คุณไม่ต้องเตรียมตัวอะไรเลย เมื่อแพทย์ตรวจสภาพผิวหนังแล้ว เพียงใช้วิธีการฉีดยาเข้าบริเวณกล้ามเนื้อ และยาที่ใช้ฉีดเป็นสารสกัดบริสุทธิ์ใช้ปริมาณน้อยมาก และยังออกฤทธิ์เฉพาะที่ จึงจัดได้ว่าปลอดภัย ดังนั้น คุณเพียงแต่สอบถามขั้นตอนการฉีดยาและผลของการรักษาจากแพทย์ผู้ทำการรักษา เพื่อจะได้รับทราบรายละเอียดจนเข้าใจและตัดสินใจได้ถูกต้อง

ส่วนขั้นตอนการลดรอยย่นบนใบหน้าด้วยการฉีดโบท๊อกซ์ ใช้เวลาในการฉีดยาเพียงเล็กน้อย และมีวิธีการง่าย ๆ คือ

1. แพทย์จะทายาชา หรือประคบด้วยความเย็นบริเวณที่จะฉีดยา BOTOX

2. แพทย์จะฉีดยาเขาบริเวณที่ต้องการลดรอยย่น โดยใช้เข็มฉีดที่มีขนาดเล็กมาก และปริมาณยาที่ฉีดไม่เกิน 1 ซี.ซี. ใช้เวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้นเป็นอันเรียบร้อย สำหรับคุณที่กลัวเข็มฉีดยาก็เลิกกลัวได้เลยนะคะ

3. เมื่อแพทย์ฉีดยาเรียบร้อยแล้วก็จะให้คุณนั่งพักสักครู่ หลังจากนั้นคุณสามารถกลับบ้านได้ โดยไม่ต้องนอนพักค้างคืนที่โรงพยาบาลเลยนะคะ

แต่คุณควรปฏิบัติตัวหลังการรักษาตามที่แพทย์ให้คำแนะนำดังนี้

1. หลังฉีดยา 3 ชั่วโมงแรกไปแล้ว ควรบริหารกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดบ่อย ๆ เพื่อให้ยากระจายตัวได้ดีไม่เกาะกันเฉพาะที่

2. ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด 24 ชั่วโมงแรกหลังทำการรักษาแต่ถ้าไม่โดนแสงแดดเลยจะดีมาก





3. ควรล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดและใช้วิธีซับหน้าเพียงเบาๆ

4. ควรมาพบแพทย์ตามที่นัดไว้ เพื่อให้แพทย์ติดตามผลการรักษา และหากคุณมีข้อสงสัยใดหรือคิดว่าผิดปกติสามารถสอบถามจากแพทย์ได้

ภายหลังการรักษา รอยย่นบริเวณที่ฉีดยาจะค่อย ๆ หายไปภายใน 3 – 7 วัน และสภาพผิวจะเรียบตึงคงอยู่ได้นานประมาณ 8 - 10 เดือน


จะเห็นได้ว่าการลบรอยตีนกา รอยย่นที่หว่างคิ้ว หรือหน้าผากด้วยการฉีดโบท๊อกซ์นั้นไม่ยุ่งยาก และทำให้ผิวหน้าคุณกลับมาตึงเรียบเหมือนเดิม เจ้าอีกาตัวร้ายที่คิดจะฝากรอยเท้าเอาไว้อีกละก็เมินเสียเถอะค่ะ และหากคุณต้องการ การรักษาที่มีมาตรฐานและปลอดภัย ควรปรึกษาและรับการรักษาในโรงพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านนี้โดยตรง เพื่อให้เกิดผลดีสำหรับการรักษามากที่สุดนะคะ


วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2551

การเสริมจมูก

การผ่าตัดเสริมจมูก

โครงสร้างของใบหน้าที่งดงามประกอบไปด้วย รูปโครงหน้า คิ้ว ตา ปาก และจมูก ถ้าคุณมีรูปหน้าดี คิ้วดี ตาสวย ปากบาง แต่จมูกแบนบาน คุณก็ดูแค่ธรรมดา แต่หากมีจมูกเป็นสันสวยรับกับใบหน้า คุณก็จะเป็นคนที่สวยโดดเด่นขึ้นมาในทันใด ดังนั้นจึงไม่แปลกใช่มั้ยถ้าหมอจะบอกว่า การเสริมจมูก เป็นศัลยกรรมตกแต่งที่สาวไทย (หนุ่ม ๆ ด้วย) นิยมทำกันมากที่สุดอย่างหนึ่ง ใคร ๆ ก็อยากสวยอยากหล่อดูดีมีดั้งโด่งเป็นสันคมเข้มทั้งนั้นแหละครับ



ในบทนี้หมอจึงจะแนะนำวิธีการเพิ่มสวยเติมหล่อด้วยการเสริมจมูกที่ปลอดภัยมาให้ได้ทราบกัน

การเสริมจมูก เป็นการตกแต่งโครงสร้างของจมูกให้ดูสูงขึ้น ทำให้โครงสร้างจมูกมีรูปร่างที่สวยงามขึ้น การผ่าตัดเสริมจมูกมีทำกันมานานหลายสิบปีแล้ว คนที่มีโครงสร้างของจมูกแบนทั้งผู้ชายและหญิงสาวสามารถรับการผ่าตัดเสริมจมูกได้ ควรจะมีอายุอย่างน้อย 16 ปี ขึ้นไป

วัสดุที่ใช้ในการเสริมจมูกมีหลายชนิด จำแนกง่าย ๆ คือ

1. จากร่างกายของผู้รับการผ่าตัด (Autograft) เช่น กระดูก กระดูกอ่อน ฯลฯ วิธีนี้ส่วนใหญ่จะใช้เสริมจมูกคนไข้ที่มีจมูกผิดรูป เนื่องจากอุบัติเหตุหรือแก้ไขความพิการจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น เนื้องอก ความพิการแต่กำเนิด เป็นต้น และไม่เหมาะสำหรับการผ่าตัดเสริมจมูก เพื่อความงามสำหรับบุคคลทั่ว ๆ ไป

2. วัสดุสังเคราะห์ (Synthetic prothesis) เช่น ซิลิโคนแท่ง (Silicone) ที่ใช้ในวงการแพทย์ (Medical grade) เพราะจะมีปฏิกิริยาต่อร่างกายมนุษย์น้อยมาก ซึ่งทำให้ร่างกายสามารถรับและห่อหุ้มแท่งซิลิโคนให้ยึดอยู่กับเนื้อเยื่อได้ดี

ยังมีวัสดุอีกหลายชนิดที่มีการนำมาเสริมจมูก แต่ปัจจุบันนี้วัสดุทั้ง 2 อย่างนี้ยังเป็นที่ใช้กันแพร่หลายมาก

คุณรู้แล้วนะครับว่า ส่วนมากแพทย์จะเลือกใช้ซิลิโคนแท่งในการผ่าตัดเสริมจมูก ทีนี้ถ้าคุณต้องการที่จะเสริมจมูกให้โด่งสวย คุณต้องปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน และพึงทราบว่า การผ่าตัดเสริมจมูกนั้นมีความสำคัญมาก เพราะจมูกเป็นโครงสร้างที่อยู่บนส่วนกลางของใบหน้า

ดังนั้นควรพิจารณาควบคู่ไปกับโครงสร้างอื่น ๆ เช่น คิ้ว หน้าผาก ตา แก้ม และริมฝีปากด้วย ซึ่งโครงสร้างอื่น ๆ จะมีส่วนในการกำหนดความสูง ความกว้างของตัวจมูก และปลายจมูกด้วย
แพทย์จะสอบถามความต้องการของคุณ และตรวจสอบโครงสร้างของจมูก รวมถึงเนื้อเยื่อในโพรงจมูกด้านนอก (Anterior nare) และจะพิจารณาส่วนต่าง ๆ ในโครงหน้าประกอบด้วยว่า ถ้าทำแล้วดูสวยดูดีเหมาะกับรูปหน้าของคุณหรือไม่ ถ้าเห็นว่าโอเค..สวยคุณก็จะได้จมูกโด่งตามที่คุณต้องการถ้าเห็นว่าไม่เหมาะ เช่น โด่งเกินไป แหลมเกินไป อาจเกิดผลข้างเคียงได้ หมออาจแนะนำให้คุณลดขนาดลงมาแทน หรือดูให้เหมาะสมกับคุณเป็นคุณที่สวยไม่เหมือนใครก็ได้ ดังนั้นขั้นตอนนี้คุณจึงต้องแจ้งความประสงค์และพูดคุยทำความเข้าใจกับแพทย์ให้ดี เพราะสวยของคุณกับสวยของแพทย์อาจไม่ตรงกันก็ได้

นอกจากนั้นคุณควรแจ้งให้แพทย์ทราบว่า คุณเคยผ่าตัดอะไรเกี่ยวกับจมูกมาหรือเปล่า มีโรคประจำตัวมั้ย หรือแพ้ยาอะไรบ้าง และถ้าคุณยังมีปัญหาใดสงสัยที่ต้องให้แพทย์อธิบาย ก็ถามให้หมดเพื่อความสบายใจ

หลังจากที่คุณกับแพทย์ทำความเข้าใจกันเป็นที่เรียบร้อย แพทย์ก็จะทำการผ่าตัด เพราะการผ่าตัดเสริมจมูกเป็นการผ่าตัดที่ไม่ยุ่งยากนัก และใช้เวลาไม่นาน ชั่วโมงเดียวก็เสร็จแล้ว คุณจึงสามารถรับการผ่าตัดได้เลย

· ว่าแล้วแพทย์ก็จะให้ยานอนหลับที่มีฤทธิ์สั้นๆ ทั้งนี้เพื่อให้คุณนอนหลับ ลดอาการวิตก และทำให้การฉีดยาชารอบจมูกสามารถกระทำได้ง่าย และคุณก็ไม่รู้สึกเจ็บด้วย

· หลังจากนั้นเมื่อมีการวัดจมูกเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะนำแท่งซิลิโคน ซึ่งได้ตกแต่งและทำรูปร่างให้เรียบร้อยตามที่กำหนดไว้มาใส่ที่สันจมูก โดยแผลที่ผ่าตัดจะมีความยาวประมาณ 1 ซม. บริเวณขอบรูจมูก อาจจะเป็นข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ ตามแต่ความถนัดของแพทย์

· จากนั้นจะมีการผ่าตัดสร้างช่องว่าง (Pocket) ที่สันจมูกใต้เยื่อหุ้มกระดูกจมูก ให้สามารถใส่แท่งซิลิโคนที่เตรียมไว้ได้

· เมื่อใส่เข้าไปก็ตรวจสอบความเรียบร้อย เย็บปิดแผลประมาณ 3 เข็ม ปิดพลาสเตอร์หรือเฝือกจมูก เพื่อช่วยป้องกันตัวจมูกและลดอาการบวมเป็นอันเรียบร้อย ทั้งนี้การใช้วัสดุเย็บแผลหรือชนิดพลาสเตอร์ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์แต่ละท่าน

· แพทย์จะให้คุณนอนพักประมาณ 1 ชม. เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีฤทธิ์ยานอนหลับตกค้างอยู่แล้ว คุณก็สามารถกลับบ้านได้ โดยไม่ต้องพักค้างคืนที่โรงพยาบาล

แพทย์จะแนะนำวิธีการดูแลหลังการเสริมจมูก ให้คุณทำตามที่แพทย์แนะนำจะได้หายเร็วขึ้น การดูแลหลังการเสริมจมูกก็เป็นวิธีง่าย ๆ คือ

1. ประคบผ้าเย็นประมาณ 24-48 ชม. หลังจากนั้นถ้ามีรอยฟกช้ำให้ใช้น้ำอุ่นต่อ
2. นอนศีรษะสูง หนุนหมอนประมาณ 2-3 ใบ
3. จมูกจะบวมประมาณ 2-3 วัน ในวันที่ 4 ก็จะเริ่มยุบ
4. ทานอาหารตามปกติ ยกเว้นอาหารรสจัด ให้งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และบุหรี่ ในช่วง 2 อาทิตย์แรก5. ให้มาพบแพทย์หลังการผ่าตัดประมาณ 1-2 อาทิตย์ ตามที่แพทย์นัด

โดยทั่วไปจมูกจะยุบบวมและเข้าที่ประมาณ 1เดือน ดังนั้นคุณต้องระมัดระวังพอสมควรเรื่องการโดนกระแทก และควรอยู่ห่างเด็กเล็กหรือสัตว์เลี้ยงไว้ เพราะต้องรอเวลาเพื่อให้แท่งซิลิโคนถูกเนื้อจมูกห่อหุ้มให้แน่นมากๆ ก่อน (ประมาณ 1-3 เดือน) จึงจะสามารถทนแรงกระทบได้มาก แล้วคุณสามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติพร้อมกับมีจมูกที่โด่งสวยอีกด้วย

ดังนั้นคุณที่คิดจะเสริมจมูก ต้องเน้นว่า จะต้องปรึกษาศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะผ่าตัดกับโรงพยาบาลที่ดีเท่านั้น จะได้ไม่มีปัญหาตามมา

แต่สำหรับผู้ที่ทำไปแล้วและเกิดเป็นปัญหาก็ไม่ต้องตกใจไปเพราะแพทย์สามารถแก้ไขให้คุณได้ครับ มาดูกันว่าโดยส่วนใหญ่มีปัญหาอะไรและแพทย์จะแก้ไขได้อย่างไรกันบ้าง เริ่มจากจมูกคุณคดก่อนเลยก็แล้วกันนะครับ

จมูกคดเอียง เนื่องจากแท่งซิลิโคน แพทย์จะแก้ไขโดยเอาแท่งซิลิโคนเก่าออก และปรับช่องว่าง (Pocket) ใหม่ให้ตรงแนวกลางของจมูก แล้วใส่แท่งซิลิโคนใหม่ให้ เป็นอันเรียบร้อย หลังผ่าตัดแก้ไขจมูกคดควรจะใส่เฝือกจมูกไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ จะได้ไม่คดเอียงอีกจ

จมูกสูง หรือต่ำเกินไป ปัญหานี้แพทย์จะแก้ไขโดยการผ่าตัด เพื่อปรับแต่งแท่งซิลิโคนใหม่ ให้ได้รูปและขนาดตามที่คุณต้องการ

ปลายจมูกบางแต่ยังไม่ทะลุ ปัญหานี้แก้ไขโดยแพทย์จะใช้เนื้อเยื่อบริเวณหลังใบหูด้านใดด้านหนึ่ง (Dermal-fat graft) หรืออาจจะมีส่วนกระดูกอ่อนของใบหู (Cartilageneus graft) แล้วแต่กรณีมาเสริมบริเวณเนื้อเยื่อปลายจมูก เมื่อเนื้อเยื่อใหม่อยู่ตัวแล้ว ปลายจมูกจะมีผิวหนังที่แข็งแรงขึ้น ลำหรับแท่งซิลิโคนควรปรับเปลี่ยนใหม่ให้แรงกดไม่อยู่บริเวณปลายจมูกมากนัก

จมูกที่มีแท่งซิลิโคนทะลุ กรณีนี้ต้องเอาแท่งซิลิโคนออก ปลายจมูกจะยุบตัวลงและมีรอยแผลเป็น

จมูกมีการติดเชื้ออักเสบ มักจะพบในช่วง 1-2 อาทิตย์ หลังจากเสริมจมูก จมูกจะมีอาการปวดบวม แดง ร้อน กรณีนี้ต้องเอาแท่งซิลิโคนออกก่อน เมื่ออาการอักเสบหายหมดจึงจะใส่แท่งซิลิโคนใหม่ได้

โดยทั่วไปแล้ว การเสริมจมูกด้วยแท่งซิลิโคน เป็นวิธีที่ทำกันแพร่หลายและได้ผลดีมาก คุณไม่ต้องเป็นกังวลใด ๆ เพียงคุณเลือกทำในโรงพยาบาลที่พร้อม มีแพทย์ที่เชี่ยวชาญ และทำตามที่หมอแนะนำข้างต้น ที่สำคัญคือ อย่าพยายามเสริมจมูกสูงหรือเลือกทรงจมูกที่ฝืนธรรมชาติมากเกินไป คุณก็จะได้เปลี่ยนรูปลักษณ์ให้โดดเด่นสวยเก๋มีจมูกโด่งเป็นสันรับกับใบหน้าแน่นอน


สาวๆ ที่คิดจะเสริมจมูก ลองพิจารณากันดูนะค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2551



!! เพิ่มขนาดอวัยวะเพศชาย !!

ขนาดมาตรฐานของอวัยวะเพศชาย ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ มีการศึกษาในคนชาวยุโรป พบว่าขนาดที่ไม่แข็งตัวควรมีความยาว ประมาณ 9- 12 ซม. ขณะแข็งตัวควรยาว 12 – 18 ซม. เส้นรอบวงขณะแข็งตัวควรวัดได้ 10-12 ซม. อัตราส่วนที่เหมาะสม คือ ความยาว : เส้นรอบวง = 1.3 – 1.0 จึงจะได้สัดส่วน
บุคคลควรพิจารณา
  • อวัยวะเพศเล็กกว่าปกติที่กล่าวมาแล้ว และมีกายวิภาคปกติ
  • อวัยวะเพศขนาดจิ๋ว (Microperis) คือมีความยาวน้อยกว่า 3.2/3 นิ้ว ในขณะแข็งตัว
  • อวัยวะเพศที่ขนาดปกติแต่ไม่พอใจ (Penile Dysmorphic Disorder)
  • อวัยวะเพศโค้งงอมาก ๆ โดยเฉพาะโค้งลงด้านล่างจนเกิดปัญหา

บุคคลหัวข้อ 1–4 ควรได้รับการตรวจวิเคราะห์สภาพจิตใจจากจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยา ก่อนทำการรักษา พราะ สถาบันศัลยกรรม จะพิจารณาผ่าตัดคนไข้ที่ Realistic และ Healthy หมายความว่ามีพื้นฐานจิตใจปกติ

วิธีเพิ่มความยาวและเส้นรอบวง

  • โดยไม่ใช้การผ่าตัด
  • ใช้การผ่าตัด
  • ใช้ทั้ง 2 วิธีร่วมกัน


วิธีการเพิ่มความยาวโดยไม่ผ่าตัด

โดยใช้น้ำหนักหรือตัวดึงรั้งหรือใช้สุญญากาศคือ (penile weight , penile stretching device , vacuum pump ) แพทย์ไม่ค่อยจะนิยมแนะนำวิธีดังกล่าว เนื่องจากไม่พบการศึกษาที่ยืนยันความสำเร็จหรือความเสี่ยงในวิธีดังกล่าว นอกจากนี้การใช้ต้องมีระยะเวลายาวนานเป็นปี ๆ และเท่าที่ผู้เขียนทราบไม่มีวิธีการไม่ผ่าตัดใด ๆ พิจารณาเพิ่มเส้นรอบวงของอวัยวะเพศได้ถาวร เราจะใช้ Penile Device เหล่านี้ หลังผ่าตัดมากกว่า เพื่อการรักษาความยาวที่แพทย์ได้ผ่าตัดยืดออกแล้วให้เท่าเดิมหรือบางครั้งมากกว่าได้

วิธีการผ่าตัดเพิ่มความยาว

  • Ligamentolysis เนื่องจากเป็นที่ทราบกันว่าอวัยวะเพศของผู้ชายมีประมาณ 1/3 ของความยาวส่วนต้นซ่อนอยู่ภายในร่างกายยึดติดกับกระดูก เชิงกรานด้วยพังผืดหลายชั้น การผ่าตัดสลายบางส่วนของพังผืดที่ยึดเกาะโดนอวัยวะเพศจะทำให้ความยาวเพิ่มที่ได้ 2- 5 ซม. แต่ต้องระวังไม่ทำให้มุมที่อวัยวะเพศ ที่ทำกับลำตัวเปลี่ยนแปลงจึงต้องเก็บบางส่วน โดยเฉพาะส่วนด้านข้างไว้ การผ่าตัด Ligamentolysis เพียงอย่างเดียวจะมีแผลที่โคนอวัยวะเพศที่ติดกับหัวหน่าวเท่านั้น วิธีดังกล่าวไม่สามารถทำให้ความยาวเพิ่มขึ้นได้ขณะอวัยวะเพศแข็งตัว
  • วิธีการแยกส่วนองคชาติ Penile Dysassembly Technic หรือการกรีดบนเนื้อเยื่อที่หุ้มแกนที่ ขยายของอวัยวะเพศเพื่อให้เพิ่มเยื่อนี้ยืดขยายออก (Tunical Attenuation) อาจร่วมกับใส่แกนบางอย่างเข้าไปในอวัยวะเพศ (Penile Proshesis) วิธีนี้หลังผ่าตัดจะได้ความยาว 2 – 5 ซม. อาจได้เพิ่มอีก 2 – 4 ซม. ถ้าใช้เครื่องดูด Vacuum Pump เป็นเรื่องที่ผู้ที่มีขนาดอวัยวะเพศยิ่งยาวเท่าไหร่ยิ่งได้ความยาวเพิ่มมากเท่านั้น ผู้เขียนคิดว่าคงเป็นเพราะมีเนื้อเยื่อยืดได้มากกว่า ลังผ่าตัดแพทย์จะแนะนำให้ใช้เครื่องคือ เครื่องสุญญากาศเพื่อดูดเพิ่มรักษาความยาวที่ผ่าตัด ในช่วง 2 – 6 สัปดาห์หลังผ่าตัด

วิธีการผ่าตัดเพิ่มขนาดเส้นรอบวง (GIRTH ENHANCEMENT)

  • ฉีดไขมัน เป็นวิธีที่ปลอดภัยวิธีหนึ่ง แต่มีปัญหาคือการสลายตัวของไขมันที่ฉีด บางส่วนอาจจะมากถึง 50 – 60 % ของปริมาณฉีดได้นอกจากนี้ยังพบว่าอาจจะเกิดความไม่เรียบ และจับแล้วไม่ธรรมชาติ
  • การฉีดสารสังเคราะห์อื่น ๆ ที่ปลอดภัย เช่น Collagen , Hyaluronic Acid , AGUAMID ก็ได้ผลดีคล้าย ๆ กับการฉีดไขมัน แต่จะอยู่ได้ไม่ถาวร
  • การปลูกถ่ายผิวหนังแท้และชั้นไขมัน โดยการผ่าตัดแล้วสอดชิ้นเนื้อเข้าไป ปัญหาคล้าย ๆ ข้อ 1
  • การใช้ปลอก SILICONE ที่นิ่มและอ่อนตัวได้หุ้มทำกันมากในประเทศเกาหลี ปัญหาส่วนใหญ่คือการเสียดสีของปลอก SILICONE กับเนื้อเยื่อเพื่อทำให้เกิดน้ำเหลืองคั่ง นอกจากนี้ยังอาจเกิดพังยึดหุ้ม SILICONE ทำให้แข็งและไม่ธรรมชาติ
  • วิธีที่ใช้สารโครงร่างที่สลายตัวได้ใน 3 – 6 เดือน ประกอบกับเนื้อเยื้อของผู้ป่วยเอง ในที่นี้หมายถึงเม็ดเลือดขาวจากน้ำเลือด ( SERUM) เพื่อนำไปหุ้มโดยการผ่าตัดคล้ายวิธีที่ 4 แต่ด้วยเทคนิควิศวกรรมเน้นเยื้อ
    (Tissue Engineering ) ทำให้เกิดเนื้อเยื่อตัวเอง ( Collagen) ที่เกิดจากการทำเซลล์ต้นกำเนิดไปในรูปโครงร่าง หลังจากเวลาผ่านไป 6 เดือนจะได้เส้นรอบวงของอวัยวะเพศราว 2 – 5 ซม. โดยไม่มีสิ่งแปลกปลอมเหลืออยู่เลย

การดูแลหลังผ่าตัดและสภาพการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

การผ่าตัดเพิ่มขนาดอวัยวะเพศ จะทำในโรงพยาบาล โดยการให้ยาสลบและให้คนไข้อยู่ที่โรงพยาบาล 1-2 วัน เพื่อเผ้าระวังผลแทรกซ้อนและยังเพิ่มการให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดอีกด้วย นอกจากนี้ท่อระบายเลือดจะถูกถอดออกในวันกลับบ้าน แพทย์จะทำการเปลี่ยนวัสดุทำแผลทุกวันก่อนให้กลับบ้าน และแนะนำวิธีการดูแลบาดแผลจนครบ 7 วันจึงจะนัดมาทำการตรวจซ้ำ

คนไข้ควรงดการดื่มสุรา ,สูบบุหรี่และงดร่วมเพศหรือสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ผลแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น คือ การมีเลือดหรือน้ำเหลืองคั่งส่งผลเกิดการติดเชื้อ,การแยกของแผล, นอกจากนี้ปัญหาเรื่องการตายของเนื้อและการขาดความรู้สึกมีโอกาสเกิดน้อยมาก ในแพทย์ที่มีประสบการณ์นอกจากนี้พบว่าในรายที่คนไข้มีร่างกาย Erectile Dysfunction (ED) ก่อนการผ่าตัดอาจจะดีขึ้นได้เล็กน้อย เพราะในการผ่าตัดเพิ่มเติมเส้นรอบวง มีการตัดเส้นเลือดดำออก หลายแห่ง อาจทำให้สภาวะ ED ดีขึ้นประกอบกั ED ที่เกิดจากสภาพจิตใจเป็นคนไข้มีความภาคภูมิใจและมั่นใจในตนเอง สภาวะดังกล่าวอาจได้ประโยชน์เป็นผลพลอยได้ไปด้วย นอกจากนี้ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจจะใช้น้ำหนักประมาณ 200 กรัม ถ่วงยึดอวัยวะเพศช่วงหลังผ่าตัด 3 – 4 วัน เพื่อรักษาความยาวผ่าตัดไส้ก่อนเริ่มใช้ Vacuum Pump ในสัปดาห์ 2-6 หลังการผ่าตัด

การผ่าตัดอื่น ๆ ที่ช่วยให้อวัยวะเพศดูดีขึ้น

1. การดูดไขมันที่บริเวณหัวหน่าว เวลาไขมันถูกกำจัดออกไปโดยการดูดในผู้ป่วยบางรายจะทำให้อวัยวะเพศยาวขึ้น
2. การฉีดสารสังเคราะห์ปลอดภัย เพื่อให้ปลายอวัยวะเพศกางออก (Landular Enhancement) สารที่ใช้เช่น Collagen , Hyaluronic Acid นิยมมากสุด Aquamie จะเพิ่มขนาดได้ 10 – 15 %

วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ผู้ชายพลาสติก

ผู้ชายยุคใหม่หันมาทำศัลยกรรมพลาสติกกันมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป เช่น บางคนทำเพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน บางคนทำเพื่อให้สาวๆ เหลียวมอง ในขณะที่บางคนก็ทำเพื่อให้ความหนุ่มของตัวเองดำรงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ ตราบนานเท่านาน ไม่แน่ว่านาทีนี้ ปรากฏการณ์ ‘ผู้ชายพลาสติก’ อาจกลายเป็นคำตอบสุดท้ายของความสมบูรณ์แบบสำหรับหนุ่มๆ ในยุคสมัยนี้ไปเรียบร้อยแล้วก็เป็นได้

ว่าแต่ว่า คุณเคยสงสัยบ้างไหม ว่าผู้ชายอย่างเราๆ จะสามารถ Make Over หรือเปลี่ยนแปลงตัวเองในเรื่องไหนได้บ้าง ใบหน้า ดวงตา จมูก ฟัน ผม ไขมัน ไปจนถึงส่วนสำคัญส่วนนั้น GM หาคำตอบมาให้คุณแล้ว พลิกไปดูได้ครับ ว่าผู้ชายสามารถจะ ‘เปลี่ยน’ ตัวเองได้กับอวัยวะส่วนไหนบ้าง คุณหมอและนวัตกรรมทางการแพทย์สามารถเปลี่ยนแปลงคุณได้เหมือนเนรมิต แต่โปรดอย่าลืมนะครับว่า การตัดสินใจน่ะ อยู่ในมือของคุณเอง และบางอย่างที่ผ่านพ้นไปแล้ว มันเอากลับคืนมาไม่ได้เสียด้วย !

ใบหน้า Before ผิวหนังกับอายุมักเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน คนอายุมากผิวหนังบนใบหน้าจะเกิดริ้วรอยจนถึงขั้นยับย่น ในทางการแพทย์เรียกว่า ‘หน้าหย่อน’ ครับ ทั้งในส่วนผิวหนังบนใบหน้าและลึกลงไปถึงกล้ามเนื้อ การดึงหน้าจะช่วยให้ใบหน้าแลดูกระชับ เพราะผิวหนังส่วนหย่อนยานถูกตัดออกไป แถมรอยตีนกาก็จางหายไปด้วย ความไม่มั่นใจในใบหน้าห่อเหี่ยวที่เกิดขึ้นตามวัยนั้นเป็นเหตุหลักที่ทำให้ผู้ชายตัดสินใจทำศัลยกรรม

And After That การดึงหน้า (Face Lifts) แบ่งออกเป็น 3 ส่วนครับ คือ การดึงหน้าผาก ดึงหน้า (ผิวหนังเหนือระดับใบหูด้านหน้า) และดึงคอ (ผิวหนังด้านหลังใบหู) เมื่อตัดสินใจทำศัลยกรรม ใบหน้าจะถูกมาร์กจุดเปิดผิวหนังลง ซึ่งการดึงทั้ง 3 ส่วนจะถูกเปิดแผลแตกต่างกันไป อย่างการดึงหน้าผาก มีดจะกรีดลงไปบนผิวหนังศีรษะหลังไรผม 5 เซนติเมตร ถ้าไรผมสูงมาก การเปิดผิวหนังจะย้ายมาใกล้บริเวณไรผมแทน ส่วนการดึงหน้านั้นจะเปิดผิวหนังหลังใบหู และการดึงคอเปิดผิวหนังด้านหลังใบหูแทน หลังกรีดเปิดผิวหนังก็จะถลกผิวหนังออกแล้วค่อยๆ แซะและลัดเลาะไปตามผิวหน้า ยกผิวหนังขึ้นมาเพื่อตัดกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดริ้วรอยอย่างกล้ามเนื้อหัวคิ้วที่มีผลให้เกิดการขมวดคิ้วจนเป็นรอยย่น แล้วเย็บซ้ำลงไปอีกรอบ เพื่อตรึงไม่ให้หย่อนอีก จากนั้นดึงผิวหน้าที่ถลกไว้ให้ตึงเหมือนขึงสะดึง ผิวหนังส่วนเกินจะถูกตัดออกทิ้งไป การเย็บบาดแผลจะเป็นไปตามจุดต่างๆ ที่ลงมีดกรีดตั้งแต่แรกเพื่อซ่อนรอยแผล หลังจากนั้นใช้เวลาพักฟื้นอีก 2 สัปดาห์หรือมากกว่านั้น เพื่อปรับตัวให้เข้ากับใบหน้าอันใหม่ (฿ ราคาตกประมาณจุดละ 30,000-49,000 บาท)

จมูก Before อวัยวะที่ผู้ชายทำศัลยกรรมเป็นอันดับ 2 คือ จมูก ซึ่งอยู่ในตำแหน่งทีโซนที่สร้างเสน่ห์เร้าใจให้เพศตรงข้ามเมื่อมองหน้ากัน ใครๆ เลยเชื่อว่าถ้ามีจมูกที่สวยเข้ารูปจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองมากขึ้น เพราะจมูกของบางคนอาจเป็นจุดที่สร้างความอับอายถึงขั้นล้อเลียนในหมู่เพื่อนฝูง กลายเป็นปมด้อยที่ทำให้ต้องศัลยกรรมจมูกด้วยเช่นกัน

And After That การศัลยกรรมจมูก (Nose Reshaping) แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ การเสริมจมูก การเหลาจมูกที่โก่งงอ และการตัดปีกจมูก เริ่มโดยฉีดยาชาที่สันจมูก แล้วใช้เครื่องมือแพทย์เจาะช่องเป็นโพรงเข้าไปด้านในจมูกเหนือกระดูก ถ้ามีกระดูกโก่ง งอ งุ้ม ต้องเหลาจมูกด้วยเครื่องมือคล้ายตะไบที่สอดเข้าไป แล้วถูเข้าๆ ออกๆ หลายครั้ง หรือไม่ก็ตัดกระดูกออก แต่ถ้าจมูกโก่งมาก การเหลากระดูกก็จำเป็นต้องผ่าแล้วเปิดจมูกด้านหน้าขึ้นมา แล้วทำการแต่งกระดูกบริเวณนั้นใหม่ ถัดมาก็ใช้เครื่องมือสอดเข้าไปแบะโพรงระหว่างผิวหนังกับกระดูกให้กว้างขึ้น ยกผิวหนังขึ้นแล้วเหลาซิลิโคนแท่งหรือใช้ซิลิโคนสำเร็จรูปสำหรับเสริมจมูก เสริมเข้าไปขณะผ่าตัด แล้วเย็บแผลเก็บไว้ด้านใน

ส่วนการตัดปีกจมูกคือการที่แพทย์ตัดเนื้อปีกจมูก โดยเฉพาะในกรณีคนที่ไม่พอใจกับจมูกบานใหญ่ของตัวเอง โดยกรีดร่องจมูกแล้วเปิดผิวหนังขึ้นมา จากนั้นตัดเนื้อส่วนปีกจมูกให้เหลือน้อยลง เย็บปีกจมูกให้เข้ารูป แล้วดึงหนังลงมาปิด ตัดหนังส่วนเกินทิ้งไป เย็บผิวหนังส่วนที่เหลือลงไปในร่องปีกจมูก ใช้เวลาในการผ่าตัด 3-5 ชั่วโมง และพักฟื้นอีก 1 สัปดาห์ กว่าที่พังผืด กล้ามเนื้อจะยึดเข้ากับซิลิโคน (฿ ราคาเสริมจมูกตกประมาณ 9,900-14,900 บาท และตัดปีกจมูก 7,000 บาท)

ว่าแต่หนุ่มๆ ใกล้ตัวเรา ทำกันบ้างรึเปล่า ต้องลองสังเกตุดูบ้างแล้ว...

วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2551

อย.เอาจริง เข้มงวดสถาบันเสริมความงาม ล่าสุด วุฒิศักดิ์คลีนิค สาขางามวงศ์วาน เจอหางเลข!!!

นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมด้วย นพ.ศุภชัย คุณารัตนพฤกษ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ ผู้อำนวยการกองการประกอบโรคศิลปะ รศ.นพ.นภดล นพคุณ และ นพ.ประวิทย์ อัศวานนท์ จากสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันเปิดแถลงข่าวเกี่ยวกับการที่มีคลินิกเสริมความงามหลายแห่งนำสารกลูตาไธโอน (Glutathione) มาฉีดให้ลูกค้า โดยโฆษณาชวนเชื่อว่าช่วยให้ผิวขาวเรืองแสงได้ ซึ่งเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา อย.ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่กองการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพเข้าตรวจสถานพยาบาลวุฒิ-ศักดิ์ คลินิกเวชกรรม สาขางามวงศ์วาน พบว่า มีแผ่นพับโฆษณาสถานพยาบาลในลักษณะโอ้อวดเกินความจริง นพ.ศุภชัย บอกว่า จากการเข้าตรวจสถานพยาบาลวุฒิ-ศักดิ์ คลินิกเวชกรรม สาขางามวงศ์วาน พบว่า สถานบริการแห่งนี้ มีแผ่นพับโฆษณาข้อความดังกล่าว ระบุว่า โปรแกรมเรเดี๊ยนซ์ แอนด์ ดีท็อกซิฟิเดชั่น (RADIANCE DETOXIFICATION) เป็นวิธีการรักษาที่ช่วยให้ผิวขาวกระจ่าง สดใส ทั่วทั้งเรือนร่าง เหมือนดาราโดยไม่มีผลกระทบจากการใช้ยา ถือเป็นโฆษณาที่เข้าข่ายโอ้อวดเกินความจริง เข้าข่ายความผิดมาตรา 38 พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พุทธศักราช 2541 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท และหากยังมีการโฆษณาเกินจริงอยู่อีก จะมีโทษปรับวันละ 10,000 บาท จนกว่าจะแก้ไขโฆษณาดังกล่าวให้เหมาะสม นอกจากนั้น ยังมีการตรวจพบการใช้ยาเตติโอนิล (TATIONIL) ซึ่งมีตัวยากลูตาไทโอน ซึ่งเป็นยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยานำมาใช้ในสถานประกอบการ ถือเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 34(2) พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พุทธศักราช 2541 ต้องระวางโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ " ขณะนี้ได้สั่งการให้สถานพยาบาลดังกล่าวระงับการโฆษณา หรือการโฆษณาอื่น ๆ ที่มีลักษณะหรือมีข้อความที่เป็นเท็จหรือโอ้อวดเกินความจริง หรือน่าจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับการประกอบกิจการของสถานพยาบาล และให้ระงับการใช้ยาดังกล่าวด้วย โดยจะมีผลรวมไปถึงสถานพยาบาลทุกแห่งที่มีการใช้วิธีนี้อยู่ เนื่องจากเป็นกระบวนการรักษาที่ผิดกฎหมาย นอกจากนี้หากพบว่ามีผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมมีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการก็จะส่งเรื่องให้กับแพทยสภาพิจารณาต่อไป " นพ.ศุภชัย กล่าว นพ.ศุภชัย ยังถือโอกาสประกาศด้วยว่า ขณะนี้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพได้รณรงค์ตรวจมาตรฐานการประกอบกิจการสถานพยาบาลคลินิกที่จัดให้บริการเกี่ยวกับการเสริมความงาม โดยในช่วงระหว่างวันที่ 1-31 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้มีการตรวจคลินิกจำนวน 110 แห่ง พบว่ามีข้อความโฆษณาในเชิงโอ้อวดมากที่สุดถึง 24 แห่ง ขณะเดียวกัน ยังตรวจพบว่ามีป้ายชื่อคลินิกไม่ถูกต้อง 2 แห่ง ไม่มีข้อความแจ้งให้สอบถามอัตราค่ารักษาพยาบาล ไม่แสดงอัตราค่ารักษาพยาบาล และไม่แสดงใบอนุญาตประกอบกิจการและใบอนุญาตดำเนินการสถานพยาบาลในที่เปิดเผย จำนวนอย่างละ 1 แห่ง ซึ่งทางกรมได้แนะนำและตักเตือนให้สถานพยาบาลดังกล่าวปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว " ผมอยากฝากไปยังคลินิกเสริมความงาม และคลินิกผิวหน้าทั้งหลาย ให้ระมัดระวังในการใช้ยา เวชภัณฑ์ วิธีการรักษาต้องเป็นไปตามหลักวิชาการ ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ได้มาตรฐานได้รับการยอมรับ ไม่ควรนำคนไข้ไปเป็นตัวทดลองแถมยังเก็บค่ารักษาพยาบาลในราคาที่แพง ถือเป็นสิ่งไม่ถูกต้องและผิดกฎหมายด้วย " นพ.ศุภชัย กล่าว ด้าน นพ.ประวิทย์ อัศวานนท์ กล่าวว่า ขณะนี้พบว่ามียาหลายประเภทที่มีผลข้างเคียงทำให้ผิวดูซีดจางลง แต่เมื่อใช้ไปนาน ๆ จะมีผลข้างเคียงอื่น ๆ อีกหรือไม่ ขณะนี้ข้อมูลในระยะยาวยังไม่มีข้อมูลแน่ชัด แต่คาดว่าน่าจะเกิดผลเสียได้ในอนาคต " ขอเตือนวัยรุ่น ผู้หญิง ไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาที่อ้างว่าสามารถช่วยให้ผิวขาวขึ้น เพราะไม่มีผลิตภัณฑ์ใดที่จะทำให้ผิวขาวขึ้นได้อย่างถาวร ผลิตภัณฑ์ยาอาจช่วยได้ชั่วคราว แต่เมื่อหมดฤทธิ์ยาร่างกายก็ผลิตเม็ดสีตามปกติ ซึ่งการฉีดยาเข้าเส้นนั้นมีอันตรายมาก ผู้บริโภคที่ได้รับการฉีดสารตัวนี้อาจเกิดอาการแพ้ยา ช็อก หรือหยุดหายใจได้ สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางก็สามารถช่วยให้ผิวขาวขึ้นได้ชั่วคราวเท่านั้น โดยไม่มีผลกับโครงสร้างใด ๆ ของผิว " นพ.ประวิทย์ กล่าว " นอกจากนี้ การที่ประชาชนในแถบเอเชียมีผิวคล้ำ ถือเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ เพราะสามารถป้องกันแสงอัลตราไวโอเล็ตจากแสงอาทิตย์ได้ ทำให้โอกาสการเกิดมะเร็งผิวหนังน้อยกว่าคนผิวขาว จึงไม่ควรมีค่านิยมที่ผิดในการเปลี่ยนสีผิวให้ผิดธรรมชาติ และหากมีผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้สารกลูตาไทโอนก็สามารถแจ้งมาได้ทั้ง 3 หน่วยงาน คือ อย.สบส.และ สคบ." คุณหมอ ทิ้งท้าย

วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ศีรษะล้านและการปลูกผม

ผมร่วง อาจเกิดจากสาเหตุหลายประการ อาทิ การเปลี่ยนแปลงของ Hormones, อายุมากขึ้น, ประวัติทางกรรมพันธุ์ ท่านที่มีผมร่วงเกิดขึ้นอายุยังน้อยเพียงใด โอกาสที่ความรุนแรงของภาวะศีรษะล้านจะมากขึ้นเท่านั้น

ถ้าท่านเป็นผู้หนึ่งที่มีปัญหานี้ และสนใจเรื่องการปลูกผม ความรู้เหล่านี้จะช่วยท่านในการพิจารณา :

1. การปลูกผม จะช่วยให้ท่านมีบุคลิกที่ดีขึ้นทดแทน เส้นผมส่วนที่ขาดหายไปบางส่วน ไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด ผลที่ตามมา อาจไม่เป็นดังที่ท่านหวังไว้เสมอไป
2. การปลูกผมจะได้ผลดี ถ้าท่านยังมีผลที่สมบูรณ์บริเวณท้ายทอย และด้านข้างของศรีษะเพราะผมจากบริเวณนี้จะเป็นส่วนที่ถูกแบ่งไปปลูกในบริเวณที่ต้องการ ผู้ป่วยที่มีศีรษะล้าน ส่วนใหญ่ที่เป็นชายมักจะมีเส้นผมส่วนนี้เหลืออยู่

3. วิธีการผ่าตัดปลูกผมทำได้หลายวิธี เริ่มตั้งแต่การนำเส้นผมมาปลูกครั้งละ 2-3 เส้น หรือเป็นกอคล้ายการปลูกหญ้า (hair grafts) ซึ่งจะได้ผมที่ไม่หนาแน่นมากนัก แต่ช่วยทำให้ดูดีขึ้น อาจต้องทำหลายครั้ง หรือวิธีการย้ายเส้นผมและหนังศีรษะจากด้านข้างและหลังมาปิดบริเวณด้านหน้าในคราวเดียวกัน (hair flaps) จนกระทั่งการใช้ถุงขยายหนัง (tissue expander) ขยายผิวหนังส่วนที่มีเส้นผม ซึ่งอยู่ด้านข้างบริเวณที่ศีรษะล้าน จากนี้จึงเย็บเข้ามาหากัน ทั้ง 2 วิธีได้ผลเร็วและเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน แต่วิธีการผ่าตัดอาจยุ่งยากกว่า

4. วิธีการผ่าตัดแต่ละวิธีมีความเหมาะสมกับผู้ป่วยเป็นรายๆไป ไม่มีวิธีใดวิธีหนึ่งจะสามารถแก้ปัญหาได้ดีที่สุด ในผู้ป่วยทุกราย แพทย์จะเป็นผู้เลือกวิธีผ่าตัดที่เหมาะสม บางรายอาจต้องใช้ 1-2 วิธีรวมกัน เพื่อให้ได้ผลที่ดีสุดและเป็นธรรมชาติมากที่สุด

5. การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด ท่านที่สูบบุหรี่ควรงดสูบบุหรี่ ~ 2 สัปดาห์ ก่อนผ่าตัด ควรงดยาบางประเภท เช่น aspirin หรือยาพวก minoxidil ซึ่งมักรับประทานเพื่อกระตุ้นรากผม เนื่องจาก อาจทำให้เกิดปัญหาเลือดออกมากผิดปกติระหว่างผ่าตัด

6. การผ่าตัดปลูกผม สามารถทำได้ โดยใช้ยาชาเฉพาะที่ ไม่ต้องใช้ยาสลบ ท่านจึงไม่จำเป็นต้องงดอาหาร สามารถทำเสร็จแล้วกลับได้เลย แต่การผ่าตัดใช้เวลานาน ~3-6 ชม.

ขั้นตอนการผ่าตัดประกอบด้วย

- แพทย์จะเริ่มต้นฉีดยาบริเวณท้ายทอย เพื่อนำมาเอาผมจากบริเวณนี้มาปลูกในบริเวณที่ต้องการ ซึ่งส่วนใหญ่มักเน้นด้านหน้า จากนั้นแพทย์จะทำการแบ่งเส้นผมและรากผมออกเป็นกลุ่มเล็กๆ ตั้งแต่ 3-5 ราก หรือ 1-2 ราก

-หลังจากนั้นจึงนำรากผมที่แบ่งเรียบร้อยมาปลูกบริเวณที่ต้องการ

7. การดูแลหลังผ่าตัด : ส่วนใหญ่แพทย์จะพันศีรษะบริเวณที่ทำผ่าตัดไว้ ~ 1-4 วัน แล้วแต่กรณี จากนั้น จึงเปิดแผลออกทำความสะอาด ไม่ต้องปิดแผล และท่านสามารถสระผมหรือทำความสะอาดศีรษะได้ ท่านจะไปทำงานในวันรุ่งขึ้นหรือรอหลังจากตัดไหมบริเวณท้ายทอยเรียบร้อยแล้วก็ได้ (~7-10 วัน)

8. หลังผ่าตัดผมที่ปลูกแล้วอาจเติบโตยาวต่อไปหรือบางครั้งผมที่ปลูกไว้อาจร่วงหลุดไปได้ภายใน 6 สัปดาห์แรก ซึ่งเป็นภาวะปกติที่เกิดขึ้นได้ หลังจากนั้น 6-8 สัปดาห์ ผมจึงจะงอกขึ้นมาแทนที่ ในตำแหน่งเดิม (ในภาวะปกติแล้ว เส้นผมจะงอกในอัตราประมาณ ½ นิ้ว ต่อเดือน)

9. หลังผ่าตัด 3-6 เดือน ท่านจะเริ่มเห็นผมที่ปลูกไว้งอกขึ้นมา ซึ่งจะไม่หนาแน่นเท่าเส้นผมปกติ แต่ก็จะช่วยเสริมบุคลิกของท่านให้ดีขึ้นได้ ถ้าต้องการให้ผมดูหนาขึ้นก็สามารถทำการผ่าตัดเพื่อเพิ่มเติมเส้นผม ด้วยวิธีการเช่นเดิมอีกครั้งตามที่ต้องการ

วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ศัลยกรรม - เลเซอร์ เสริมความงาม

ความรู้ทางการแพทย์ด้านศัยลกรรมเสริมสวย โดย พตอ. นพ อรรถพันธ์ พรมณฑารัตน์ นายกสมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยแห่งประเทศไทย
ศัลยกรรมเพื่อการเสริมสวย (COSMETIC SURGERY) หมายถึง การที่แพทย์กระทำหัตถการ(ผ่าตัด)ศัลยกรรมต่อบุรุษหรือสตรีที่มีสุขภาพแข็งแรงเป็นปกติ ให้ใบหน้า ผิวพรรณตลอดจนสัดส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมีความสวยงามมากขึ้นกว่าเดิมและเป็นที่พึงพอใจต่อบุรุษหรือสตรีผู้นั้น

ทำไมบุรุษและสตรีจึงมีความต้องการที่จะทำศัลยกรรมเพื่อการเสริมสวย ?

1. บุรุษและสตรีที่เกิดมาจะมีใบหน้า ผิวพรรณ ตลอดจนสัดส่วนของร่างกายที่สวยสดงดงามจริง ๆ มีเพียงประมาณ 10-20 % เท่านั้น

2. แม้ว่าบุรุษและสตรีที่มีใบหน้า ผิวพรรณ ตลอดจนสัดส่วนของร่างกายสวยสดงดงามในขณะที่เป็นวัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาวแต่เมื่อย่างเข้าสู่อายุ 40 ปีขึ้นไปก็จะพบว่าความสวยสดงดงามจะลดลงเรื่อย ๆ และจะมีภาพของความเหี่ยวย่นของผิวหนังมาแทนที่สภาพความเต่งตึงของผิวหนัง ซึ่งเป็นภาพที่บุรุษและสตรีไม่พึงประสงค์ จะมีผลทำให้ขาดความมั่นใจในบุคลิกภาพของตนเอง

3. เป็นที่ยอมรับกันว่าบุรุษและสตรีที่มีภูมิความรู้และสติปัญญาที่ใกล้เคียงกัน บุรุษและสตรีที่มีใบหน้า ผิวพรรณ และสัดส่วนของร่างกายที่สวยสดงดงามกว่า จะมีโอกาสหรือได้เปรียบในด้านการเป็นผู้นำของชมรมต่าง ๆ ขณะอยู่ในวัยเรียนระดับปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอก การได้รับการตอบรับในการสมัครงานในสถานที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคเอกชนในแผนกต้อนรับและประชาสัมพันธ์ การได้เป็นพิธีกร นักร้อง นักแสดง ดาราทั้งทางจอแก้วและจอเงินและการได้เลือกคู่ครองดั่งใจนึก มากกว่าบุรุษและสตรีที่ด้อยกว่าในเรื่องของความสวยงามของใบหน้า ผิวพรรณ และสัดส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

4. บุรุษและสตรีที่เกิดมาแล้วไม่สวยไม่หล่อ หุ่นไม่สมารท์ หุ่นไม่อวบอิ่มจะรู้สีกว่ามีปมด้อยและเป็นทุกข์ใจเพราะขาดความมั่นใจในบุคลิกภาพของตนเอง ถ้ามีโอกาสที่จะปรับเปลี่ยนตนเองให้สวยสดงดงามขึ้นกว่าเดิมได้ ก็คงจะดำเนินการทันที เพราะต้องการให้สังคมยอมรับตนเองมากขึ้น

5. ตามหลักของโหงวเฮ้งของใบหน้าที่คนจีนและคนไทยโบราณเชื่อถือว่าลักษณะของใบหน้าคนบ่งบอกในการจะมีความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนตลอดจนการจะมีคู่ครองที่ดีขึ้นอยู่กับลักษณะของตา,คิ้ว,จมูก , แก้ม, คาง และหน้าผากที่จะต้องมีความสมดุลกันและถูกต้องตามตำราโหงวเฮ้งโบราณที่ได้รับการยอมรับนับถือกันมายาวนานเป็นร้อยปี

6. ศัลยกรรมเพื่อการเสริมสวยบางประเภท เป็นการแก้ไขและรักษาโรคด้วย เช่น โรคขนตาแยงตา ทำให้มีอาการอักเสบของเยื่อบุตา มีอาการเคืองตาน้ำตาไหล โรคหนังเปลือกตาบนหย่อนมากแล้วปิดทับขอบตาบน ทำให้เกิดอาการลานสายตาแคบลง(VISUAL FIELD DEFCT) คือการมองภาพที่อยู่ข้างบนและด้านข้างแคบลง และมีอาการลืมตาลำบากขึ้น ควรจะต้องทำศัลยกรรมเพื่อการเสริมสวยของเปลือกตาบน (COSMETIC UPPER BLEPHARO PLASTY) โรคเต้านมมีขนาดใหญ่กว่าปกติมาก จนทำให้สตรีมีอาการปวดหัวไหล่ และอาจจะปวดหลัง ควรจะต้องทำศัลยกรรมเพื่อการเสริมสวยลดขนาดเต้านม(COSME TICBREAST REDUCTION) เป็นต้น

ศัลยกรรมเพื่อการเสริมสวย (COSMETIC SURGERY) มีการผ่าตัดอะไรบ้าง

1. เปลือกตาบน ( COSMETIC UPPER BLEPHAROPLASTY)
2. เปลือกตาล่าง (COSMETIC LOWER BLEPHAROPLASTY)
3. จมูก (COSMETIC RHINOPLASTY)
4. คาง (COSMETIC CHINPLASTY)
5. แก้ม (COSMETIC CHEEKPLASTY)
6. ขมับ (COSMETIC TEMPORALPLASTY)
7. ดึงหน้า (COSMETIC FACE LIFT)
8. เต้านม (COSMETIC MAMMOPLASTY)
9. หน้าท้อง (COSMETIC ABDIMINOPLASTY)

ศัลกรรมเพื่อการเสริมสวย (COSMETIC SURGERY) ที่นิยมทำกันมากที่สุดเรียงตามลำดับในประเทศไทยมีอะไรบ้าง

1. เปลือกตาบน :- ทำตา 2 ชั้น เก็บรอยตีนกา, เพื่อให้ชั้นตาดูสวยงามเหมือนธรรมชาติและดูอ่อนเยาว์วัย และลักษณะดวงตามีเสน่ห์ อีกทั้งเป็นการแก้ไขโรคขนตาแยงตา

2. จมูก :- เสริมจมูกเพื่อให้มีรูปทรงสวยงามเหมือนธรรมชาติ

3. เปลือกตาล่าง :- เพื่อเก็บถุงไขมันใต้ตา, แก้ไขรอยย่นใต้ตาให้มีความสวยงามและดูอ่อนเยาว์วัย อีกทั้งเป็นการแก้ไขโรคขนตาแยงตา

4. คาง :- เสริมคางเพื่อให้ได้สัดส่วนกับใบหน้าและสวยงามเหมือนธรรมชาติ

5. เต้านม :- เสริมเต้านมเพื่อให้ดูอวบอิ่มขึ้นเหมาะสมกับรูปร่างของเจ้าของเต้านมและดู
เหมือนธรรมชาติ

6. ดึงหน้า :- มีหลายประเภทคือ

6.1 ดึงขมับ เพื่อแก้ไขหางคิ้วตก และแก้หางตาหย่อน, ตลอดจนแก้ไขรอยยิ้มที่
เกิดรอยย่นบริเวณหางตามีผลทำให้หางคิ้วดูตรงขึ้น หางตาไม่มีรอยย่น

6.2 ดึงหน้าทั้งหน้า เพื่อแก้ไขรอยย่นร่องแก้ม, รอยย่นมุมปาก, และหนังย่น
บริเวณใต้คาง มีผลทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์วัยลงหลายปีและมีสภาพผิวหนังที่ใบหน้าเรียบเนียนขึ้น

6.3 ดึงหน้าผาก เพื่อแก้ไขคิ้วหย่อน, คิ้วตก, รอยย่นบนหน้าผากมีผลทำให้
ตำแหน่งคิ้วอยู่ในแนวปกติ ลักษณะเปลือกตาบนสวยขึ้น หน้าผากมีรอยย่นน้อยลง

7. หน้าท้อง เป็นการผ่าตัดผิวหนังและไขมันบริเวณหน้าท้องออกเพื่อแก้ไขอาการท้องลาย ท้องป่อง ท้องยื่น และท้องหย่อนเหี่ยวย่นมีผลทำให้หน้าท้องแบนเรียบ เอวเล็กลงเสมือนท้องเมื่อครั้งเป็นวัยรุ่น หรือก่อนจะมีบุตร มีสัดส่วนของร่างกายที่ดีขึ้น จึงสามารถเลือกใส่เสื้อและกางเกงหรือกระโปรงที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไปได้โดยไม่ต้องใส่กางเกงยืดหรือกระโปรงยืดอีกต่อไปทั้งนี้เพราะรูปร่างของเอวและหน้าท้องเล็กลงจากเดิมมาก

8. เสริมขมับ ในบุรุษและสตรีที่มีขมับบุบนั้น ตามหลักของลักษณะโหวงเฮ้ง จะเป็นคนอาภัพ เมื่อได้รับการเสริมขมับแล้วจะทำให้ใบหน้ามีสัดส่วนสวยงามขึ้นและมีโหวงเฮ้งที่ดีขึ้น
ศัลยกรรมเพื่อการเสริมสวย (COSMETIC SURGERY) น่ากลัวและเป็นอันตรายหรือไม่
ปกติการทำศัลยกรรมเสริมสวยของใบหน้า (FACIAL COSMETIC SURGERY) นั้นสามารถกระทำได้โดยการฉีดยาชาเฉพาะที่ (LOCAL ANESTHESIA) โดยไม่จำเป็นต้องดมยาสลบหรือให้ยานอนหลับหรือ
ฉีดยานอนหลับได้แก่ ศัลยกรรมเสริมสวยเปลือกตาบน-ล่าง,เสริมจมูก,เสริมคาง, เสริมแก้ม, เสริมขมับ, ดึงหน้า โอกาสที่บุรุษหรือสตรีตั้งแต่วัย 17 ปีขึ้นไป ซึ่งถือว่าเป็นเกณฑ์อายุเริ่มต้นที่ที่เหมาะสมในการทำศัลยกรรมเสริมสวย จะแพ้ยาชาเฉพาะที่คือ XYLOCAINE นั้น แทบจะไม่มีเลยเพราะปริมาณยาชาที่ใช้นั้น ศัลยแพทย์เสริมสวย(COSMETIC SURGERY) ก็จะไม่ใช้ยาชาเกินปริมาณขนาดที่จะทำอันตรายต่อมนุษย์อย่างแน่นอน ดังนั้นการทำผ่าตัดศัลยกรรมเสริมสวยของใบหน้าด้วยการฉีดยาชาเฉพาะที่โดยศัลยแพทย์เสริมสวยที่มีความรู้ความสามารถทักษะ และมีประสบการณ์ยาวนานจึงไม่ทำให้เกิดอันตรายแก่คนไข้ ทำให้คนไข้มีความมั่นใจมากขึ้นที่จะตัดสินใจทำศัลยกรรมเสริมสวยของใบหน้า
แต่สำหรับการทำศัลยกรรมเสริมสวยของเต้านมและหน้าท้อง จำเป็นจะต้องใช้วิธีดมยาสลบ (GENERAL ANESTHESIA) เพราะเป็นการผ่าตัดบริเวณกว้าง ยาชาเฉพาะที่ไม่สามารถครอบคลุมระงับความเจ็บปวดได้หมด การดมยาสลบโดยมีมาตรฐานภายใต้การควบคุมดูแลจากวิสัญญีแพทย์นั้นปลอดภัย ไม่เกิดอันตรายต่อคนไข้เพราะก่อนจะดมยาสลบคนไข้จะต้องได้รับการตรวจร่างกายโดยห้องLAB และ X-RAY ว่าสามารถดมยาสลบได้ วิสัญญีแพทย์จึงจะให้การวางยาสลบ และจะเป็นผู้ดูแลระยะหลังผ่าตัดซึ่งเป็นระยะเพิ่งฟื้นจากยาสลบเป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง จึงไม่น่าจะเป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัย ดังนั้นการทำผ่าตัดศัลยกรรมเสริมสวยของเต้านมและหน้าท้องด้วยการดมยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์และผ่าตัดโดยศัลยแพทย์เสริมสวยที่มีความรู้ความสามารถ ทักษะ และมีประสบการณ์ยาวนานจึงไม่ทำให้เกิดอันตรายแก่คนไข้ ทำให้คนไข้มีความมั่นใจมากขึ้นที่จะตัดสินใจทำศัลยกรรมเสริมสวยของเต้านมและหน้าท้อง
ในส่วนของความสวยงามที่จะทำให้เป็นที่ถูกใจแก่บุรุษและสตรี ตลอดจนการไม่เกิดโรคแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายหลังจากการผ่าตัดศัลยกรรมเสริมสวยนั้นขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถ ทักษะและประสบการณ์ของศัลยแพทย์เพื่อการเสริมสวยที่คุณจำเป็นจะต้องเลือกศัลยแพทย์เพื่อการเสริมสวยด้วยตัวของคุณเอง
การจะทำศัลยกรรมเพื่อการเสริมสวย คุณควรจะตัดสินใจเลือกศัลยแพทย์ผู้ใดเป็นผู้ทำให้คุณเพื่อให้มีใบหน้าสวยงามแลดูเป็นธรรมชาติ มีสัดส่วนของร่างกายสวยงามถูกใจคุณและทำให้คุณเกิดความประทับใจในภาพลักษณ์ใหม่ของใบหน้าและสัดส่วนของร่างกาย จึงขอเสนอวิธีการและขั้นตอนดังนี้

1. คุณจะต้องศึกษาและเคยเห็นผลงานการทำศัลยกรรมเสริมสวยของศัลยแพทย์ผู้นั้นจริง ๆ จากภาพถ่ายของบุรุษและสตรีที่เคยได้รับการทำศัลยกรรมเสริมสวยมาแล้ว และถ้าจะให้ดีที่สุด คุณควรจะต้องเคยเห็นผลงานของศัลยแพทย์ผู้นั้นบนใบหน้าหรือรูปร่างของบุรุ ษและสตรีด้วยตาของคุณเอง จากคนไข้จริง ๆ อีกทั้งคุณสามารถสอบถามข้อมูลต่าง ๆ จากคนไข้ผู้ที่เคยได้รับการทำศัลยกรรมเสริมสวยมาแล้วด้วยตัวคุณเอง จนคุณเกิดความมั่นใจ ที่สำคัญคืองานศัลยกรรมเสริมสวยของศัลยแพทย์บนใบหน้าของบุรุษและสตรีที่คุณได้เห็นจริงนั้นสวยงามและแลดูเป็นธรรมชาติถูกใจคุณหรือยัง ถ้ายังไม่ถูกใจคุณควรเลือกศัลยแพทย์คนอื่นต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่จำเป็นจะต้องรีบด่วนตัดสินใจ เพราะการทำศัลยกรรมเสริมสวยมิใช่เป็นการรักษาโรคภัยไข้เจ็บแต่อย่างใด ถ้าหากคุณพบศัลยแพทย์เพื่อการเสริมสวยที่ถูกใจคุณก็ให้เริ่มดำเนินการตามข้อ2.ต่อไป สำหรับข้อ 1. นี้เป็นข้อที่สำคัญที่สุด ถ้าหากคุณเลือกศัลยแพทย์ที่ทำศัลยกรรมเสริมสวยให้คุณแล้วไม่สวยงามแลดูเป็นธรรมชาติถูกใจตัวคุณเอง ตัวคุณเองก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมาทันทีขอแนะนำว่างานศัลยกรรมเพื่อการเสริมสวยนั้นเป็นงานศิลปะชั้นสูงที่จะต้องได้ศัลยแพทย์ที่ผ่าตัดเก่งและมีประสบการณ์มายาวนาน มีผลงานบนใบหน้าและเรือนร่างของคนไข้ที่สวยงามเป็นจำนวนมาก ศัลยแพทย์เสริมสวยจะต้องมีความปราณีตและละเอียดอ่อนในทุกขั้นตอนของการทำผ่าตัด และที่สำคัญมากอีกประการหนึ่งคือ ศัลยแพทย์เสริมสวยผู้นั้นจะต้องมีจิตวิญญาณของนักศิลปะเพื่อความงามหรือมีพรสวรรค์ในงานศิลปะเพื่อความงามอย่างสูงอยู่ด้วย(คล้ายนัก-ประติมากรรมปั้นรูป) งานศัลยกรรมเพื่อการเสริมสวยจึงจะออกมาในรูปแบบที่สวยงามแลดูเป็นธรรมชาติและเป็นที่ถูกใจต่อบุรุษและสตรีที่ต้องการทำศัลยกรรมเสริมสวย

2. คุณจะต้องสอบถามข้อมูลในเรื่องขั้นตอนของการเตรียมตัวก่อนผ่าตัด วิธีการผ่าตัดของศัลยแพทย์เสริมสวย การติดตามผลลัพธ์ของการผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด ตลอดจนคำแนะนำในการดูแลตนเองหลังผ่าตัด การรับทราบและยอมรับข้อดีและข้อเสียหรือโรคแทรกซ้อนบางประการของการผ่าตัดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แม้ว่าศัลยแพทย์เสริมสวยจะทำการผ่าตัดเป็นอย่างดีที่สุดแล้ว โดยปกติศัลยแพทย์เพื่อการเสริมสวยจะต้องบอกข้อมูลดังกล่าวให้คุณจนเป็นที่เข้าใจก่อนจะตัดสินใจรับการผ่าตัดศัลยกรรมเสริมสวยจากศัลยแพทย์ผู้นั้น และคนไข้จะต้องเซ็นใบยินยอมอนุญาตให้สามารถผ่าตัดได้ก่อนที่ศัลยแพทย์เสริมสวยจะทำการผ่าตัด

3. คุณจะต้องสอบถามราคาค่าผ่าตัด ซึ่งอาจจะมีราคาแตกต่างกันในแต่ละสถานที่ทำศัลยกรรมเสริมสวย และโปรดกรุณาอย่าตัดสินใจเลือกศัลยแพทย์เสริมสวยที่จะผ่าตัดบนใบหน้าหรือร่างกายของคุณด้วยเพียงเงื่อนไขเรื่องราคาเช่น คุณตัดสินใจผ่าตัดศัลยกรรมเสริมสวยเพียงเพราะราคาถูกที่สุดเท่าที่คุณสืบถามราคามา หรือคุณตัดสินใจผ่าตัดศัลยกรรมเสริมสวยเพียงเพราะราคาแพงที่สุด แต่ข้อเท็จจริงคือ ศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์ยาวนานมากกว่าราคาค่าผ่าตัดจะสูงกว่าศัลยแพทย์ที่เพิ่งเริ่มต้นทำศัลยกรรมเสริมสวยเหมือนอาชีพ PROFESSIONAL อื่น ๆ เช่น นักบริหารมืออาชีพที่มีประสบการณ์มายาวนานจะมีค่าตัวสูงกว่านักบริหารที่เพิ่งเริ่มต้นจับงานบริหารใหม่ ๆ ดังนั้นเรื่องราคาถูกหรือแพงจึงไม่สำคัญเท่าคุณจะต้องเคยเห็นผลงานของศัลยแพทย์เสริมสวยผู้นั้นมาแล้วจริง ๆ จากตัวคนไข้จริง ๆ และคุณจะต้องพิจารณาด้วยตนเองว่าศัลยแพทย์ผู้นั้นสามารถทำให้คุณสวยงามแลดูเป็นธรรมชาติและถูกใจคุณหรือไม่

4. คุณจะต้องสอบถามการติดตามดูแลผลลัพธ์หลังผ่าตัดของศัลยแพทย์ว่าเป็นอย่างไรโดยปกติควรจะมีการนัดหมายให้คุณมาพบศัลยแพทย์เป็นระยะ ๆ เช่น ทุก ๆ 1-2 เดือน จนครบระยะเวลาประมาณ 3-6 เดือน (ระยะเวลาประมาณ 3 -6 เดือนจะเป็นระยะเวลาที่ทางการแพทย์ยอมรับว่าการยุบบวมและรอยแผลเป็นแผลต่าง ๆ หายดีเกือบสมบูรณ์แล้ว)
ข้อ 1. ศัลยกรรมเพื่อการเสริมสวยเปลือกตาบน ( COSMETIC UPPER BLEPHAROPLASTY)

ข้อบ่งชี้ลักษณะของเปลือกตาบนที่สมควรจะมาทำศัลยกรรมเพื่อการเสริมสวย

1. เปลือกตาบนไม่มีชั้นตาที่ชัดเจน(ไม่มีชั้นตาหรือชั้นตาหลบในมองไม่เห็นขนตา) ชั้นตา 2 ข้างไม่เหมือนกัน

2. เปลือกตาอูม(มีถุงไขมันใต้เปลือกตา)และไม่มีชั้นตา

3. เปลือกตาบนมีหนังตาหย่อนห้อยลงมาปิดดวงตา โดยเฉพาะหางตาทำให้ลักษณะตาเป็นรูปสามเหลี่ยม ซึ่งมีผลทำให้ลานสายตาแคบคือ การมองภาพที่อยู่ด้านบนและด้านข้างแคบลง

4. มีรอยตีนกา คือมีหนังหย่อนบริเวณหางตาและบริเวณที่เลยหางตา เวลายิ้มจะมีรอยพับของหนังตาหย่อนบริเวณหางตาเป็นรอยจีบย่น บางรายมีรอยจีบย่นหลายรอย

5. ขนตาบนแยงตา ซึ่งจะมีผลทำให้เยื่อตาอักเสบมีอาการเคืองตาตลอดเวลา และมีน้ำตาไหลซึม
โรคแทรกซ้อนของการทำศัลยกรรมเสริมสวยเปลือกตาบน

1. เปลือกตาบนบวมนาน อาจมีรอยซ้ำหรืออาจมีอาการปวด แต่ส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้นหลังผ่าตัดประมาณ 1-2 เดือน โดยมากแพทย์จะแนะนำให้มีการประคบเย็นร่วมด้วยหลังผ่าตัด

2. แผลผ่าตัดติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่รุนแรง อาจจะมีเพียงบางจุดของแผลผ่าตัดติดเชื้อเล็กน้อย ศัลยแพทย์เสริมสวยจะทำแผลให้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ก็เป็นปกติ

3. ชั้นตาไม่เท่ากันหรือชั้นตาไม่สวย คนไข้จะต้องปรึกษาศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดหลังจากการยุบบวมเป็นที่เรียบร้อยประมาณ 3 เดือน เพื่อที่ให้ศัลยแพทย์ผู้ผ่าตัดเป็นผู้พิจารณาว่าสมควรแก้ไขหรือไม่

ข้อ 2. ศัลยกรรมเพื่อการเสริมสวยเปลือกตาล่าง (COSMETIC LOWER BLEPHAROPLASTY)
ข้อบ่งชี้ลักษณะของเปลือกตาล่างที่สมควรจะมาทำศัลยกรรมเพื่อการเสริมสวย

1. เปลือกตาล่างที่มีความนูนยื่นออกมาจากการที่มีถุงไขมันใต้ตาล่างยื่นหย่อนออกมา
จากภาวะพันธุกรรมหรือเมื่อสู่วัยสูงอายุ

2. เปลือกตาล่างมีรอยย่นยับมีรอยจีบของหนังตา เวลายิ้มขอบหนังตาล่างจะนูนป่องออกมา และมีรอยย่นเป็นจีบหรือเป็นแฉกออกจากหางตาล่าง
โรคแทรกซ้อนของการทำศัลยกรรมเพื่อการเสริมสวยเปลือกตาล่าง

1. เปลือกตาล่างบวมนาน อาจมีรอยซ้ำหรือมีอาการปวด แต่ส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้นหลังผ่าตัดประมาณ 1-2 เดือน โดยมากแพทย์จะแนะนำให้มีการประคบเย็นร่วมด้วยหลังผ่าตัด

2. แผลผ่าตัดติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่รุนแรง อาจจะมีเพียงบางจุดของแผลผ่าตัดติดเชื้อเล็กน้อย ศัลยแพทย์เสริมสวยจะทำแผลให้ประมาณ1-2 สัปดาห์ก็เป็นปกติ

3. เปลือกตาล่างอ้าออก หรือเปลือกตาล่างไม่ได้ประกบติดเยื่อบุตา อาจเกิดจากการบวมหลงเหลืออยู่ โดยมากแพทย์จะให้รอการยุบบวมประมาณ 3 เดือน หากยังมีอาการอยู่คนไข้ควรสอบถามศัลยแพทย์เสริมสวยที่ทำการผ่าตัดให้พิจารณาแก้ไขหรือไม่
ข้อ 3. การทำศัลยกรรมเสริมสวยของจมูก (COSMETIC RHINOPLASTY)
โดยทั่วไปจมูกของคนไทยและคนจีนนั้นโดยมากจะมีลักษณะดั้งจมูกแบนเหมือนอานม้า บางรายเป็นจมูกชนิดที่แบนมาก ๆ จนรูปใบหน้าทางด้านข้างเป็นรูปเว้าเข้า ดังนั้นการแก้ไขจมูกแบนนั้นต้องใช้วิธีการผ่าตัดเสริมจมูก (COSMETIC AUGMENTATIONRHINOPLASTY) จึงจะทำให้จมูกดูโด่งและสวยงามได้รูปทรงเหมือนธรรมชาติ
วัสดุที่นิยมใช้ในการเสริมจมูกนั้น ในปัจจุบันใช้สารซิลิโคนแท่ง (SILICONE BLOCK) ที่มีความหนาแน่นของเนื้อซิลิโคนแตกต่างกันซิลิโคนแท่งจึงมีทั้งชนิดแข็งมาก แข็งน้อย และนิ่มมากไว้สำหรับให้ศัลยแพทย์เลือกใช้กับคนไข้ต่าง ๆ ซึ่งคนไข้บางคนควรจะใช้ชนิดแข็งบางคนควรจะใช้ชนิดนิ่มมาก สารซิลิโคนเป็นสารที่ยอมรับในวงการแพทย์ทั่วโลกว่ามีความปลอดภัยต่อเนื้อเยื่อของมนุษย์สามารถนำมาฝังในเนื้อเยื่อของร่างกายได้โดยไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้าน(REJECTION) หรือ
ปฏิกิริยาขับสารซิลิโคนอกจากร่างกาย ไม่เป็นสารก่อมะเร็ง ศัลยแพทย์เสริมสวยจึงนำ SILICONE BLOCK มาทำการเหลาให้เป็นรูปร่างต่าง ๆกัน ตามที่ต้องการจะใช้เสริมส่วนใดหรืออวัยวะใดในร่างกาย เช่น เสริมจมูก เสริมคาง เสริมขมับ และเสริมแก้มเป็นต้นสำหรับซิลิโคนเหลวที่ใช้ฉีดเข้าส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่ขอแนะนำเนื่องจากมีข้อดีเพียงข้อเดียวคือ การฉีดทำได้ง่ายกว่าการผ่าตัดอีกทั้งราคาค่าฉีดซิลิโคนอาจจะถูกกว่าการผ่าตัด แต่ข้อเสียมีมากมายคือ ซิลิโคนเหลวเป็นของไหลได้จึงมีการเคลื่อนที่ไปยังบริเวณอื่นที่อยู่ข้างเคียงบริเวณที่ฉีด ทำให้รูปทรงบริเวณที่ฉีดเสียรูปทรงไป พร้อมกับบริเวณที่ไม่ได้ฉีดก็มีรูปทรงแปลก ๆ เกิดขึ้น สารซิลิโคนเหลวที่อยู่ใต้ผิวหนังจะขัดขวางเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงผิวหนังทำให้สุขภาพผิวหนังบริเวณที่ฉีดขาดเลือดมาเลี้ยงตามปกติ ทำให้สุขภาพผิวหนังเปลี่ยนแปลงไปเป็นสีม่วงคล้ำ หรือเป็นรอยแดง
และบางครั้งซิลิโคนเหลวไหลทะลุออกมาบนผิวหนังได้ ทำให้เกิดการอักเสบบริเวณผิวหนัง เกิดเป็นแผลเรื้อรังได้ นอกจากนี้ผู้ที่ถูกฉีดสารซิลิโคนเหลวแล้วเกิดปัญหาดังกล่าว และต้องการจะเอาออก ศัลยแพทย์เสริมสวยก็ไม่สามารถจะผ่าตัดเอาออกได้หมด จึงเป็นปัญหาที่ยังมีสิ่งแปลกปลอมคั่งค้างอยู่ในร่างกาย
สำหรับซิลิโคนที่ใช้เสริมเต้านมจะเป็นถุงที่ทำจากซิลิโคนที่เป็นแผ่นบาง ๆ และภายในถุงอาจจะบรรจุน้ำเกลือปราศจากเชื้อหรืออาจจะบรรจุซิลิโคนเหลวอยู่ภายในถุง ซึ่งไม่สามารถจะซึมรั่วออกจากถุงได้ จึงไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อคนไข้ถ้าหากคน ไข้ได้รับ อุบัติเหตุถุงซิลิโคนเสริมเต้านมแตก เพียงแต่คนไข้จะต้องมาพบศัลยแพทย์เสริมสวยเพื่อเอาถุงซิลิโคนเก่าออกและใส่ถุงซิลิโคนใหม่เ ข้าไปแทนที่ คนไข้ก็จะมีเต้านมที่ได้รับการเสริมเต้านมเหมือนเดิม
ซิลิโคนแท่งและถุงซิลิโคนเสริมเต้านมเป็นวัสดุทางการแพทย์ที่นำเข้าจากต่างประเทศทั้งสิ้น มีทั้งจากประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศแถบยุโรป เช่น ประเทศฝรั่งเศส ประเทศแถบเอเซีย เช่นประเทศเกาหลี ประเทศญี่ปุ่น และประเทศจีน ซึ่งมีคุณภาพคล้าย ๆ กัน

ข้อดีของการผ่าตัดโดยใช้ซิลิโคนแท่งเสริมจมูก เสริมคาง เสริมขมับ และเสริมแก้ม

1. ศัลยแพทย์เสริมสวยสามารถกำหนดรูปทรงของอวัยวะที่ต้องการเสริมได้โดยการเหลาแท่งซิลิโคน ให้เป็นรูปร่างต่าง ๆกัน ตามชนิดของการผ่าตัด บางโรงงานที่ผลิตสารซิลิโคนก็พิมพ์รูปซิลิโคนเป็นรูปที่ใช้สำหรับเสริมจมูก, เสริมคาง, เสริมขมับ และเสริมแก้ม เป็นชนิดสำเร็จรูปมาเลย

2. ถ้าหากในอนาคตคนไข้เจ้าของจมูก แก้ม ขมับ และคางที่ได้รับการทำศัลยกรรมเสริมสวยมาแล้วเกิดไม่พอใจ ก็สามารถให้ศัลยแพทย์ทำการผ่าตัดถอดออกได้หมดทั้งอัน โดยไม่มีเศษวัสดุเหลือทิ้งไว้ในร่างกาย จึงมีความปลอดภัยมากกว่าการฉีดซิลิโคนเหลวซึ่งไม่สามารถผ่าตัดออกได้หมด
การที่จะได้รูปร่างและรูปทรงของจมูก คาง ขมับ และแก้ม ภายหลังการผ่าตัดเสริมจมูก เสริมคาง เสริมขมับ และเสริมแก้ม ที่มีลักษณะสวยงามแลดูเป็นธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับ 1. รูปทรงของซิลิโคนแท่งที่ศัลยแพทย์แต่ละท่านเหลา(เป็นงานศิลปะชั้นสูง)และ 2. วิธีการผ่าตัดของศัลยแพทย์แต่ละท่าน ดังนั้นถ้าคุณอยากได้จมูกสวยงาม คางสวยงาม ขมับสวยงาม และแก้มสวยงาม แลดูเป็นธรรมชาติ คุณจะต้องศึกษาและเคยเห็นผลงานของศัลยแพทย์ผู้นั้นบนใบหน้าของบุรุษและสตรีที่เคยได้รับการผ่าตัดเสริมจมูก เสริมคาง เสริมขมับ และเสริมแก้มมาจริง ๆ และควรจะต้องใช้มือของคุณลูบคลำดูบริเวณดั้งจมูก คาง ขมับ และแก้มของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดมาแล้วว่ามีความเนียนและแนบไปกับผิวหนังโดยคลำไม่พบรอยต่อและมองไม่เห็นชัดเจนว่าเป็นแท่งซิลิโคนวางอยู่ข้างใน จึงจะเป็นลักษณะจมูก, คาง, ขมับ และแก้มที่แลดูเหมือนธรรมชาติ

ข้อเสียของการผ่าตัดโดยใช้ซิลิโคนเสริมจมูก ,เสริมคาง,เสริมขมับ และเสริมแก้ม

1. การติดเชื้อ

2. จมูกหรือคางไม่ตรง หรือเบี้ยวเอียง ทั้งนี้ต้องขึ้นกับว่าพื้นฐานเดิมของจมูกหรือคางของบุรุษและสตรีผู้นั้นว่ามีจมูกหรือคางไม่ตรงตั้งแต่เดิมหรือไม่

3. จมูกหรือคางมีการอักเสบ บวมแดง

4. ซิลิโคนเบียดหนังจมูกจนบาง และบางรายอาจจะบางมากจนสังเกตุได้ว่าผิวหนังบนจมูกดูบางใส
สำหรับข้อเสียของการเสริมจมูก เสริมคาง เสริมขมับ และเสริมแก้มด้วยซิลิโคนข้างต้นนี้ คุณมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษางานศัลยกรรมเสริมสวยของศัลยแพทย์ให้รอบคอบ
โดยเฉพาะควรจะเห็นตัวอย่างคนไข้ที่เคยได้รับการเสริมจมูก เสริมคาง เสริมขมับและเสริมแก้มจากศัลยแพทย์ผู้นั้น ด้วยตาของคุณเองและควรจะต้องได้ลูบคลำจมูกผู้นั้นว่ามีความเนียนปราศจากรอยต่อและจมูกหรือคางแลดูเป็นธรรมชาติหรือไม่ก่อนตัดสินใจให้ศัลยแพทย์ทำการผ่าตัดให้คุณ ข้อนี้คุณจะต้องเลือกศัลยแพทย์เพื่อการเสริมสวยให้ถูกใจคุณอย่างมากจะเป็นการดีที่สุด

ข้อ 4. ศัลยกรรมเพื่อการเสริมสวยเต้านม (COSMETIC MAMMOPLASTY)

ข้อบ่งชี้ในการทำศัลยกรรมเพื่อการเสริมสวยของเต้านม

สตรีที่มีเต้านมเล็กหรือมีลักษณะหน้าอกแบนราบคล้ายผู้ชาย
สตรีที่มีเต้านมสองข้างมีขนาดแตกต่างกันมาก
สตรีที่มีเต้านมคล้อยหย่อน หรือเต้านมยาน
ศัลยแพทย์เพื่อการเสริมสวยจะใช้ถุงซิลิโคนที่บรรจุน้ำเกลือปราศจากเชื้อหรือถุงซิลิโคน
ที่บรรจุซิลิโคนเหลว เสริมเต้านมโดยมีการผ่าตัดในทั้งทางรักแร้ หรือลานหัวนม หรือใต้ฐานนม โดยขึ้นอยู่กับลักษณะเต้านมของคนไข้และความพึ่งพอใจของคนไข้ที่จะเลือกผ่าตัดโดยวิธีใด และเลือกจะใช้ถุงซิลิโคนประเภทใด

ข้อ 5 การผ่าตัดหน้าท้อง (COSMETIC ABDIMINOPLASTY)

ข้อบ่งชี้ในการทำศัลยกรรมเพื่อการเสริมสวยของหน้าท้อง

สตรีที่ผ่านการมีบุตรมาแล้ว และได้ทำหมันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สตรีที่มีหน้าท้องยื่นหย่อนหรือหน้าท้องยาน หรือหน้าท้องมีรอยเหี่ยวย่น หรือหน้าท้องมี
รอยแตก ทำให้บริเวณหน้าท้องไม่สวยงาม

3. บุรุษหรือสตรีที่มีหน้าท้องใหญ่ ท้องป่อง
ศัลยแพทย์เพื่อการเสริมสวยจะใช้ดุลยพินิจในการดูดไขมันหรือผ่าตัดผิวหนังหรือไขมันหน้าท้องของคนไข้ออก ขึ้นอยู่กับลักษณะของหน้าท้องคนไข้ และความพึ่งพอใจของคนไข้ที่จะเลือกผ่าตัดวิธีใด

วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ศัลยกรรมตกแต่ง

ทำสวย หล่อด้วยมือหมอ
การทำศัลยกรรมความงาม
ถือเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง
ในการแก้ไขจุดบกพร่อง
ทั้งใบหน้าและร่างกายให้
สวยงามอย่างที่ใจปราถนา
ในปัจจุบันการศัลยกรรม
ความงามกำลังได้รับความ
นิยมเป็นอย่างมากและมาก
ขึ้นเรื่อย ๆ และด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ก็ทำให้ความเสี่ยงลดน้อยและยังช่วยลดระยะเวลาและการผ่าตัดรวมถึงความเจ็บปวด และที่สำคัญคือการดูดีอย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย คนส่วนใหญ่เข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมความงาม ก็เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง ทำให้รูปร่างหรือหน้าตาที่ตนเองคิดว่าเป็นจุดบกพร่องได้รับการปรับปรุงแก้ไข บางคนไม่ชอบจมูกของตนเองที่ไม่ค่อยโด่งเท่าที่ควร ก็เข้ารับการผ่าตัดเสริมดั้งจมูกและใบหน้าของตนเองมากขึ้น หรืออาจไม่พอใจกับขนาดของหน้าอกของตัวเอง จึงเข้ารับการผ่าตัดเพิ่มขนาดหน้าอก และเมื่อหน้าอกมีขนาดใหญ่ขึ้นก็เกิดความพอใจ สามารถแต่งตัวและเลือกใส่เสื้อผ้าได้อย่างมั่นใจมากขึ้นเช่นกัน

ศัลยกรรมตกแต่งช่วยอะไรท่านบ้าง

ชาวบ้านทั่วไปมักจะเข้าใจว่าศัลยกรรมตกแต่งก็คือศัลยกรรมที่ทำแต่เฉพาะตาสองชั้น เสริมจมูก ดึงหน้าดูดไขมัน เป็นต้น แต่โดยความเป็นจริงแล้ว ศัลยกรรมตกแต่งเป็นศัลยกรรมที่มีขอบข่ายในการผ่าตัดดูแลรักษาผู้ป่วยค่อนข้างกว้างขวางมาก รวมทั้งการแก้ไขความพิการแต่กำเนิด เช่น ปากแหว่ง เพดานโหว่ เกิดมามีใบหน้าผิดรูป , ศัลยกรรมทางมือในผู้ป่วยอุบัติเหตุ, ความพิการปกติทางมือแต่กำเนิด, การดูแลรักษาผู้ป่วยที่ถูกไฟไหม้น้ำร้อนลวก การดูแลรักษาผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งที่คอ,ปาก,ผิวหนัง ผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุมีบาดแผลที่หน้าและกระดูกหน้า กรามหัก, ทางด้านจุลศัลยกรรม การผ่าตัดด้วยกล้องจุลทรรศน์ เช่นการต่อนิ้วมือ รวมทั้งการย้ายเนื้อเยื่อจากที่หนึ่งไปปิดอวัยวะอื่นที่เนื้อขาดหายไป โดยการต่อเส้นเลือดและเส้นประสาท และสาขาสุดท้ายเป็นศัลยกรรมเสริมสวย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน ของศัลยแพทย์ตกแต่งและเสริมสร้าง

การทำศัลยกรรมเสริมสวยให้ได้ผลดี และมีการพัฒนาวิธีการผ่าตัดใหม่ๆได้ แพทย์ควรจะได้รับการฝึกอบรมในด้านศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างให้ครบทุกสาขาวิชาที่แพทยสภากำหนด และได้รับวุฒิบัตร หรืออนุมัติบัตร รับรอง ความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาศัลยศาสตร์ตกแต่ง

โดยสรุปศัลยกรรมตกแต่ง แบ่งเป็นสาขาได้ ๗ สาขาวิชา

สาขาที่ ๑ ศัลยกรรมที่แก้ไขความพิการแต่กำเนิด เช่น ปากแหว่ง เพดานโหว่ ใบหน้าผิดรูป
สาขาที่ ๒ ศัลยกรรมทางมือ เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับอุบัติเหตุ ทางมือจากโรงงาน รถยนต์
สาขาที่ ๓ ได้แก่ การรักษาผู้ป่วยที่ถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
สาขาที่ ๔ ได้แก่ การรักษาผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งที่หน้าและคอ
สาขาที่ ๕ การดูแลผู้ป่วยที่มีการบาดเจ็บกระดูกหักที่หน้า ส่วนใหญ่จากอุบัติเหตุรถยนต์
สาขาที่ ๖ ได้แก่ จุลศัลยกรรม การผ่าตัดด้วยกล้องจุลทัศน์ เช่น การต่อนิ้วมือผู้ป่วย
สาขาที่ ๗ ได้แก่ ศัลยกรรมเสริมสวย และความงาม

ศัลยกรรมมาแรง..ดาราแห่อัพสวยด้วยมือหมอ (สกู๊ปพิเศษ)
สุภาษิตที่ว่า “ไก่งามเพราะขน..คนงามเพราะแต่ง” ยังใช้ได้ดีในยุคสมัยนี้ โดยเฉพาะกับคนในวงการบันเทิง ที่ขยันสรรหามาเสริมเติมแต่งรักษาความสาวความสวยเอาไว้อย่างสุดชีวิต โดยเฉพาะความสวยเซ็กซี่ที่ได้จากมีดหมอ ขอบอกว่าตอนนี้กำลังฮิตและอินเทรนด์สุดๆ เริ่มตั้งแต่นักแสดงร่างอวบน่าฟัด “แนน-ปรางค์วลัย เทพสาธร” ที่ขยันเดินเข้าออกโรงพยาบาลให้คุณหมอโมดิฟายด์เต้าจิ๋วให้บึ้มทันใจ เพราะถึงฤดูกาลอวดหุ่นถ่ายชุดว่ายน้ำทีไร เป็นต้องอับอายเพราะฟองน้ำโผล่แพลม ออกมาประจานให้ชาวบ้านรู้กันทั่วหน้า ว่าอึ๋มได้เพราะมีตัวช่วย เลยต้องวิ่งโร่มาให้คุณหมอเสกสวยให้รู้แล้วรู้รอด เรียกว่านอกจากจะสวยเซ็กซี่สมใจปรารถนาแล้ว งานยังวิ่งเข้าชนโครมครามทั้งงานแสดง งานถ่ายแบบ ทำเอารับทรัพย์แทบไม่หวาดไม่ไหว




คนต่อมาม่ายสาวหุ่นเซ็กซี่ที่ไม่ยอมแพ้โชคชะตา ถึงแม่จะให้มาแค่ไซด์มินิ แต่ด้วยความเชื่อมั่นก๋ากั่นตามประสาสาวยุคโมเดิร์นแล้วล่ะก็ ต้องหากลวิธีที่จะอัพสวยไม่ให้ตกเทรนด์ว่างั้น เรียกว่าออกจอเมื่อไรเป็นต้องฮือฮากันเป็นแถว นั่นก็คือม่ายสาวคนสวย “ษา-วรรณษา ทองวิเศษ” เมื่อก่อนเคยถูกหมอเถื่อนฉีดซิลิโคนจนคางย้วยแทบเสียศูนย์ แต่พอมาเจอคุณหมอฝีมือดีของโรงพยาบาลบางมด เสริมเต้าให้จนกลายเป็นสาวทรงบะละฮึ่ม ทำให้รู้สึกดีกับการทำศัลยกรรมกลับมาทันที และเพราะติดใจจากการทำอก เธอเลยให้คุณหมอกรีดตาเพิ่มคมคาย กลมโตบ้องแบ๊วอีกครั้ง เรียกว่าไปไหนมาไหนชีมั่นใจสุดๆ เพราะไม่ว่าจะใส่ชุดอะไรก็ดูดีดูดีไปซะหมด จากที่เคยพึ่งยกทรงฟองน้ำให้เป็นพระเอก ตอนนี้ก็เลยเชิดใส่เพราะหมอทำให้อะร้าอร่ามดูดีอย่าบอกใคร

งานนี้นักแสดงสาวร่างเล็ก “หลิน-พัชร์พิชา ปวันรักษ์วงษ์” ที่อยากมีอะไรๆ ใหญ่กับเขาบ้าง ต้องรีบกระแซะเข้ามาถามไถ่ข้อมูลทันที เพราะเบื่อมินิไซด์ของตัวเองเต็มแก่ ก็เลยแวะไปให้คุณหมอบางมดคนเดิมเติมเต้าให้เด้งดึ๋ง ทั้งที่กลัวมีดสุดชีวิต แต่เมื่อคิดแล้วว่าคุ้มจึงลงทุนข่มความกลัว คว้าหัวใจกล้าแกร่งไปนอนให้คุณหมอใช้เทคนิคใหม่ล่าสุด ในการผ่าตัดเพิ่มขนาดจนกลายเป็นสาวเซ็กซี่ถ่ายหวิวแล้วไม่อายใคร...


ว่าแล้ว “อูม-วิยะดา อุมารินทร์” ก็เลยเข้าคิวรับบริการสวยกับเขาอีกคน ด้วยการให้คุณหมอลงมีดกำจัดริ้วรอยตีนกาที่มากวนใจให้หายไปในบัดดล แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ออกมาทำเอาหลานที่บ้านไม่กล้าเรียกคุณย่าอีกต่อไป เพราะความสาวความสวยที่ได้รับ ดูอ่อนเยาว์ลงไปเป็นสิบปี เป็นความภาคภูมิใจสุดขีด เรื่องของความสาวความสวยอิสตรีไม่ว่าประเทศใดในโลก เป็นต้องแสวงหาและนำมาพัฒนาปรับปรุงตัวเองให้ดูดี๊..ดูดี ถึงแม้จะเจ็บตัวกับค่าใช้จ่ายที่สูงลิบลิ่ว แต่เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้มา คนอยากสวยก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าเกินคุ้มค๊า.. เอาล่ะใครจะสวยด้วยวิธีไหนจะเป็นครีมบำรุง ที่ต้องพอกกันจนหน้าขาววอกเป็นลิง หรือวิ่งไปหาหมอให้ทำสวยในพริบตา ก็ต้องใช้วิจารณญาณเลือกอย่างรอบคอบเหมาะสมก็แล้วกัน..

วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ศัลยกรรมสไตล์เกาหลี... ฮิตฮอตมาแรงจริงๆ!!

สวยด้วยมีดหมอ ไม่ได้เป็นกระแสฮอตเฉพาะในหมู่แวดวงคนบันเทิง ดารา นางแบบ นักร้อง หรือนางงาม ที่ต้องหากินอยู่กับความสวยความงามเท่านั้น แต่ทุกวันนี้ กระแสนิยมการทำศัลยกรรมเสริมความงาม กำลังแพร่ระบาดไปทั่วทุกวงการ ไม่เว้นแม้แต่วัยรุ่นวัยทีน ที่ร่ำร้องอยากสวยใสแบบสาวเกาหลี...ซะเหลือเกิน!!

คำยืนยันจากศัลยแพทย์มือหนึ่งของเมืองไทย นพ.ปรีชา เตียวตรานนท์ หัวหน้าทีมศัลยแพทย์ตกแต่ง แผนกศัลยแพทย์ตกแต่ง โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ฉายให้เห็นแนวโน้มว่า สมัยก่อนการทำศัลยกรรมยังจำกัดอยู่ในกลุ่มแวดวงบันเทิง รวมถึงสาวประเภทสอง แต่ระยะหลังมานี้ ความนิยมในการทำศัลยกรรมเริ่มแพร่กระจายไปในกลุ่มสาวทำงาน มีจำนวนมากที่เก็บเงินเก็บทองมาทำตาสองชั้น, เสริมจมูก และที่น่าแปลกใจคือ ในระยะ 10 ปีมานี้ สาวไทยนิยมทำหน้าอกเพิ่มความอึ๋มกันเยอะขึ้นมาก จาก 0% พุ่งขึ้นเป็น 100% เพียงแต่ยังปกปิดเป็นความลับ เพราะถือเป็นจุดที่น่าอายที่สุด

ไม่เฉพาะแต่สาวทำงานเท่านั้น แม้แต่กลุ่มวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ก็หันมานิยมการทำศัลยกรรม!! คุณหมอปรีชา เล่าว่า ในช่วง 2-3 ปีนี้ มีเด็กวัยรุ่นมาทำศัลยกรรมกับหมอเยอะมาก แต่กลุ่มนี้จะค้นคว้าหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตมาอย่างดี เข้าใจและรู้หมดว่าตัวเองกำลังทำอะไร อย่างบางคนอายุแค่ 15-16 ปี ก็ขอเสริมหน้าอกแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะนิยมเสริมหน้าอกให้ใหญ่ขึ้นแค่คัพเดียว ไม่ต้องการไซส์มโหฬาร การทำหน้าอกมีอยู่ด้วยกันหลายวิธีและหลายราคา สมัยก่อนเสริมหน้าอก เสียค่าใช้จ่าย 25,000 บาท แต่สมัยนี้ราคาพุ่งขึ้นเป็น 120,000-150,000 บาท ถ้าทำจมูกก็ตกราว 15,000-30,000 บาท จากสมัยก่อน ทำจมูกคิดแค่ 3,000 บาท



ส่วนการทำศัลยกรรมแปลกๆที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกัน คุณหมอปรีชาก็ได้แสดงฝีมือมาเยอะแล้วไม่ว่าจะเป็น การเสริมก้นให้อวบอิ่ม ทำโดยผ่าร่องก้นตรงกลาง แล้วสอดถุงซิลิโคนเข้าไปในแก้มก้นทั้ง 2 ข้าง สนนราคาอยู่ที่ 150,000 บาท อีกเคสที่น่าสนใจก็คือ การผ่าตัดแปลงเพศเปลี่ยนผู้หญิงเป็นผู้ชาย!! อันนี้นิยมทำในหมู่ทอมญี่ปุ่น เริ่มต้นคุณหมอจะให้คุยกับจิตแพทย์จนแน่ใจว่าอยากเป็นผู้ชายจริงๆ จากนั้นให้ฮอร์โมนเพศชายต่อเนื่องกัน 6 เดือน เพื่อปรับสภาพร่างกายให้พร้อม เมื่อถึงเวลาผ่าตัด หมอจะเริ่มจากการตัดมดลูก, ตัดรังไข่ และปิดช่องคลอด แล้วจึงทำอวัยวะเพศชาย โดยใช้หนังและเส้นประสาทจากแขนคนไข้ หรือหน้าท้อง มาหุ้มซิลิโคนทำเป็นอวัยวะเพศชายและไข่ ผลที่ได้รับก็คือ ยืนปัสสาวะได้, มีอวัยวะเพศเหมือนกับจู๋ของเด็ก และสามารถร่วมเพศได้ แต่ไม่มีความรู้สึกเหมือนชายแท้ การผ่าตัดแบบนี้เสียค่าใช้จ่ายราว 300,000 บาท คนไข้ต้องทานฮอร์โมนเพศชายตลอดชีวิต


อย่างไรก็ดี คุณหมอปรีชากล่าวย้ำว่า การทำศัลยกรรมไม่มีอันตรายอย่างที่คิด ถ้าทำกับแพทย์ที่มีความชำนาญ และใช้ซิลิโคนแบบเพียวริไฟล์ สำหรับทางการแพทย์จริงๆ พักฟื้นแค่อาทิตย์เดียว ก็กลับไปทำงานได้ ส่วนที่มีข่าวจมูกเน่า หรือนมเน่า ส่วนใหญ่เกิดจากคลินิกเถื่อน ใช้ซิลิโคนผิดประเภท เช่น เอาซิลิโคนรถยนต์มาใส่ให้คนไข้ ถ้าอยากทำศัลยกรรม ต้องศึกษาข้อมูลให้ดีถึงผลดีผลเสีย เพราะการทำศัลยกรรมคือการผ่าตัด ไม่ใช่การเสริมสวย ยังไงก็มีความเสี่ยงในตัวเอง!!